Kulthida 的个人资料Lonely girl**เด็กหญิงข้า...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


11月3日

ซาก..

 

 

ความรู้สึกของคนที่ทำงาน

 

ถ้าคุณได้ทำงานในสิ่งที่ชอบแล้ว รายละเอียดอื่นๆ คุณคิดว่ามันจะมีผลต่อการทำงานของคุณมั้ย

 

อย่างเช่น...

บรรยากาศในการทำงาน เพื่อนร่วมงานของคุณล่ะ

 

..

 

.

..

 

...

 

 

3月22日

ลายนิ้วมือ...??

 

 

 

ใคร...บอกว่าลายนิ้วมือของเราไม่เหมือนใคร

 

 

 

 

มาอ่านหนังสือที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

วิธีที่จะนำพาร่างเข้ามาเหยียบย่างเข้ามาในหอสมุดนั้น มีอยู่ 3 วิธี

1.คนภายนอก ต้องเอาบัตรที่มีรูปถ่ายตัวเองฝากไว้ที่เคาท์เตอร์เพื่อแลกกับการผ่านเข้ามา

2.ใช้บัตรนักศึกษารูดเข้ามา(เฉพาะบัตรของ มช.เท่านั้นนะ ที่อื่นไม่ได้)

3.สแกนลายนิ้วมือเข้ามาเลย ซึ่งทำไว้ก่อนนานมาแล้ว สแกนปุ๊บ รหัสนักศึกษาจะโชว์ขึ้นมา(เค้าจะทำไว้ 2 นิ้ว เผื่อไว้ว่า อนาคตเกิดมันด้วนขึ้นมานิ้วนึง จะได้มีสำรอง)

 

 

แต่ มะกี้เข้ามาหอสมุดด้วยวิธีที่ 3...

รหัสนักศึกษาที่โชว์ขึ้นมานั้น เป็นรหัสใครมะรู้ 50xxxxxxx

ทั้งๆ ที่อิชั้น รหัส 47xxxxx

 

 

แสดงว่าต้องมีใครลายมื้อมาซ้ำกะอิชั้นอ่ะดิ ฮึ!! 

 

 

เงิ่มๆๆๆ อ่อนไปตั้ง 3 ปีแน่ะ

 

 

3月12日

เวลามันผ่านไปแล้ววว..

 
 
เห็นน้องๆ ปี 2 ปี 3 กลับมาฝึกตอนช่วงซัมเมอร์แล้ว นึกอิจฉาขึ้นมา อยากสวมชุดหมี แต่วันนี้เพื่อนๆ มันไปถ่ายรูปกันมาที่สตูฯ หอบผ้าหอบผ่อนไปกันด้วย เรื่องของเรื่องก็คือ เอาชุดน้องหมีไปเปลี่ยนนั่นเอง
 
 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มีเลือกตั้ง สท. ก็เลยไปใช้สิทธิ์ซะหน่อย รักษาสิทธิ์ไว้ เผื่อมีโอกาสสมัครเป็น สส.วันหน้า เดี๋ยวเค้าย้อนดูประวัติเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ทางการเมืองจะได้สบายใจ
 
 
พูดซะยาว ที่จริงวันนั้นแวะเอาหนังสือไปคืนที่ชมรมด้วย พอดีเดินสวนกับน้องมดที่บันไดทางขึ้นชมรม
น้องมด: อ้าวพี่ฝน เค้าจะไปเที่ยวน้ำตกกันอ่ะค่ะ
me: น้ำตกไหน??
น้องมด: น้ำตกมณฑาธารค่ะ แต่มดไปไม่ได้
me: เหรอ มีใครไปมั่งอ่ะ
น้องมด: เยอะแยะเลยค่ะ รีบๆ ขึ้นไปสิคะ เค้ากำลังจะไปกันแล้ว
me: เจ้าาา..
 
 
 
 
รีบวิ่งขึ้นไป อู้วววว...รองเท้าเต็มหน้าชมรมเลยอ่ะ ประมาณการเอาไว้ว่าน่าจะเกิน 20 คู่
 
ตึก ตึก ตึก...
 
 
ถึงหน้าชมรม
 
"หวัดดีทุกคน...จะไปเที่ยวน้ำตกกันเหรอ??"
 
สายตาทั้งหมดหันมามอง...
อุ้ย! มะรู้จักใครเลย สงสัยเป็นน้องๆ ที่พึ่งลงค่ายมา
 
"พี่ฝน!!"
 .....มีเสียงหนึงเล็ดลอดออกมา
 
ฮ้าาา...ในที่สุดก็มีคนรู้จักแล้ววุ้ย
"พี่ฝนไปน้ำตกด้วยกัน ป่ะ"
 
ดูจากสภาพการณ์ ณ ตอนนั้นแล้ว ไปด้วยแล้วคงสนุกไม่เท่าคนอื่นๆ แน่
"พี่คงไปไม่ได้อ่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวพี่ต้องกลับไปอ่านหนังสือต่อ เพราะใกล้สอบละ " (โกหกเห็นๆ) ^^
 
 
และแล้ว..ในที่สุดทุกคนก็ไปเที่ยวกัน เหลือทิ้งไว้แค่ความเงียบภายในชมรม(กะพี่ชัชชัย ที่นอนหลับอยู่)
 
 
 
 
 
มาเล่าแค่นี้แหล่ะค่ะ
 
 
เรื่องราวเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เวลาเปลี่ยนไปแล้ว อย่ายึดติดเลย โยม....สาธุ
 
 
 
2月21日

summary of SDN

 
 
ช่วงนี้หลายๆ คนเริ่มทยอยกันปิดเทอมไปแล้ว จากที่เห็นสภาพหอตอนนี้ก็คือ เริ่มเงียบลง จะมีบางครั้งที่ได้ยินเสียงลากของจากห้องชั้นบนเพื่อเตรียมตัวย้ายลงมาชั้นถัดมา แต่ก็ต้องรอชั้นข้างล่างย้ายออกไปก่อนแหล่ะ...น้องๆ เค้าปิดเทอมกันแล้ว ก็ขอให้มีความสุขกับการฝึกปฏิบัติงานบนวอร์ดกันต่อไป ทั้งน้องๆ ปี 2 ที่จะขึ้นปี 3 และน้องปี 3 ที่จะเป็นพี่ปี 4 แทนที่พวกเรา
 
จะว่าไปแล้ว วอร์ดแต่ละวอร์ดที่ขึ้นมามันมีความประทับใจแตกต่างกันไป... ดูกันซักหน่อยมั้ย
 
เริ่มตั้งแต่...
 
1.ANC : ผดุงครรภ์ เป็นวอร์ดที่ใช้จินตนาการค่อนข้างสูงเลยทีเดียว เนื่องจากว่าเป็นวอร์ดฝากครรภ์เราก็ต้องใช้ปลายนิ้วสัมผัสเรานี่แหล่ะ เป็นเครื่องมือ คลำกันเข้าไปบนหน้าท้องแม่ มันก็จะมีการคลำแต่ละท่า เพื่อประเมินเด็กในท้อง เอาให้ได้ว่าเด็กอยู่ในท่าไหน หลังอยู่ไหน หัวอยู่ไหน คำนวนอายุครรภ์ และวันคลอด เทียบกับขนาดหน้าท้องว่าล้อไปด้วยกันมั้ย ตลอดจนคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ทั่วไป ถือว่าไปได้ดีกับวอร์ดนี้ แต่จะยากช่วงแรกๆ ที่ว่าคลำไปไม่เห็นภาพ หน้าท้องหนาบ้าง บางทีท้องแก่ๆ มาที คลำไปคลำมา มดลูกหดตัวแข็ง ก็หาไรไม่เจอ เดี๋ยวก็ไปกระตุ้นให้เค้าเจ็บท้องคลอดไปใหญ่
 
2.Ped I : วอร์ดเด็กดี ก็คือ เด็กที่ไม่มีภาวะเจ็บป่วย วอร์ดนี้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ตามข้างนอก โรงเรียนบ้าง บ้านเด็กบ้าง สถานเลี้ยงเด็กกลางวัน(day care)บ้าง สถานสงเคราะห์เด็กบ้าง จะมีก็แต่วอร์ดเด็กทารกแรกเกิดที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาล จะตื่นเต้นก็ตอนที่เห็นเด็กน้อยตัวแดงๆ ตามร่างกายยังเป็นคราบน้ำคร่ำอยู่เลย แล้วต้องมาอาบน้ำให้...น่าร้ากกก แล้วก็ต้องมาป้อนนม เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากมีลูก จะประทับใจวอร์ดนี้ก็มีแค่นี้แหล่ะมั้ง เพราะที่เหลือออกโรงเรียนเจอแต่เด็กซนๆ ไม่ไหวๆ เหนื่อยที่ต้องหลอกล่อให้ทำอะไรๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลเอาไปทำ case study... รู้สึกศรัทธาในตัวครูอนุบาลมากที่ดูแลเด็กหลายๆ คนได้ แต่อย่างว่าแหล่ะ ต้องอาศัยความดุและไม้เรียว(แม้ว่าสมัยนี้เค้าไม่ใช้ไม้เรียวกันแล้ว) สรุปก็คือ ดูมาตั้งแต่วัยทารกแรกเกิด ยันวัยรุ่นที่วัยไม่ต่างกันเท่าไหร่
 
3.Fundamental : วอร์ดนี้ขึ้นตอนปิดเทอมระหว่างเทอม 1 และเทอม 2 ขึ้นแค่ 8 วันเอง เป็นวอร์ดที่ทางคณะจัดให้ นศ.ไปอยู่ตามวอร์ดต่างๆ เพื่อเตรียมตัวรับศึกหนักตอนเทอม 2 ทื่ได้เห็นบทบาทพยาบาลชัดเจนขึ้น ตอนนั้นถือว่าหนักทีเดียวเพราะต้องอยู่วอร์ดที่ถือว่าหนัก(อายุรกรรม) และกับอาจารย์ที่ค่อนข้างดุ ไม่ว่าจะทำอะไร เป็นต้องโดนดุตลอด จนไม่กล้าทำอะไร ทำถูกก็ด่า ทำผิดก็ด่า ไม่รู้จะด่ากันไปใย กดดันเหลือเกิน แค่เตรียมยาฉีด 1 เข็ม ก็เอากันให้วุ่นใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เป็นงี้ 7 วัน พอวันที่ 8 อาจารย์ปล่อยเต็มที่กับงานต่างๆ...รู้สึกดีทีเดียวกับการปฏิบัติงานที่ไหลลื่นขึ้น ตอนนั้นเริ่มมีทัศนคติต่อตัวอาจารย์ดีขึ้นมาก เพราะได้รับคำเคี่ยวเข็นจากอาจารย์จนจำฝังหัว...จะประทับใจก็ตรงนี้แหละ 
 
4.Ortho : ออร์โธปิดิกส์ เริ่มต้นเปิดเทอมก็เจอกระดูกเลย กระดูกหัก กระดูกแตก มะเร็งกระดูกที่บางคนต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นไปเลย(เช่น ขา) ความรู้วอร์ดนี้ได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ เนื่องจากอาจารย์ที่คุมวอร์ดน่ะ แกจะซีเรียสเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องความรู้มากไปหน่อย อาทิ เช่น ท่าทางต้องสมาร์ท เปิดเซ็ททำแผลท่าทางต้องสวย หมุนตัวหยิบน้ำยาต่างๆ ก็ต้องเอาให้ดูงามตา... เหนื่อยตรงนี้แหล่ะ ประทับใจวอร์ดนี้ก็ตรงที่อาจารย์ให้ไปนั่งเขียนงานมาใหม่เพราะไอ่ที่ส่งไปลายมืออ่านยาก(ยอมรับค่ะ) แต่ว่า งานที่ว่าเป็นงานที่ทยอยส่งมาแต่ละวัน..เป็นอาทิตย์ ทำไมพึ่งมาบอกนะเนี่ย แล้วก็ต้องคอยแก้ในส่วนท่อาจารย์ท่านคอมเม้นต์มาอีก เขียนกันมันมือเลยทีเดียว ตั้งแต่เที่ยงวัน ยัน 7 โมงเช้าของอีกวัน(ยังม่ายด้ายนอน)มือเป็นห้อเลือดเลยแหล่ะค่ะเนื่องจากแรงกดจากการจับปากกา...เจ็บนะนั่น ขึ้นวอร์ดสายหน่อย วันนั้น..
 
5.Surg : ศัลยกรรม ไอ่ที่ผ่าๆ กันทั้งหลายแหล่ ยากพอควร เพราะเห็นสภาพคนไข้รายหนึ่งที่ต้องต่อสายจากหน้าท้องที่ผ่าเปิดไว้ดูดเอาของเสียในช่องท้องออกมาคลุมไว้แค่พลาสติก(ที่เค้าใช้ทางการแพทย์) ตัดนู่นนี่สารพัดตัด ยากตรงที่ไม่รู้ว่าครั้งสุดท้ายผ่าไรหว่า เขียนงานทีต้องเรียบเรียงมาตั้งแต่ก่อนผ่าครั้งแรก แต่วอร์ดนี้สนุกมากกก..เพราะอาจารย์ที่คุมวอร์ดท่านเก่ง น่ารัก นั่งconference กันทีนี่ ภาษาเหนือมาเลย ง่ายแก่การเข้าใจของนักศึกษา เก่งค่ะ เก่ง ท่านมีพรสวรรค์ในด้านการขมวดความรู้แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวให้นักศึกษาเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น แจ่มเลยทีนี้ ไม่งั้นท่านคงไม่ได้เป็นเจ้าของตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการหรอกน่า ส่วนอาจารย์อีกท่านก็ให้ความเอ็นดูนักศึกษาเช่นลูก..เกือบโดนคำครหาจากเพื่อนๆ ไปเหมือนกัน ว่าเป็นลูกรักอาจารย์
 
6.Gyn : วอร์ดนรีเวช ส่วนใหญ่คนไข้กลุ่มนี้จะเป็นมะเร็งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งหลายแหล่ การรักษาก็จะเป็นพวกผ่าตัด(อันนี้ก็เหมือนกันคนไข้ศัลย์) เคมีบำบัด และรังสีรักษา เป็นวอร์ดพักร้อนของพวกเรา ไม่ค่อยได้ทำอะไร เพราะคนไข้ช่วยเหลือตัวเองได้เยอะ แล้วก็เป็นคนไข้แก่วอร์ด ก็คือมาบ่อยเพื่อมารับการรักษาตามนัด บางทีรู้อะไรมากกว่านักศึกษาอีก ประทับใจกับบุคลากรที่เป็นกันเองอย่างมากกับนักศึกษาและคนไข้ อาจารย์ก็ใจดีอย่างมาก มีเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยปากบอกว่า อยากให้อาจารย์คณะพยาบาลทุกคนใจดีเหมือนกับอาจารย์ท่านนี้..^^
 
7.Med : อายุรกรรม วอร์ดโหดส่งท้ายเทอม 2 หลังจากพักร้อนมา โหดจริงๆ ทั้งอาจารย์ และพี่บนวอร์ด(บางคน) เนื่องจากอาจารย์เป็นคนเก่ง ก็เลยอยากให้นักศึกษาเก่งด้วยเท่านั้นเอง มันก็เลยขัดแย้งกับไอคิวของตัวเองที่ทำไม่ได้ตามที่อาจารย์คาดหวัง ส่วนพี่ที่วอร์ด(คนนั้น) ก็เป็นคนเก่งเหมือนกัน ที่จริงก็ไม่ได้ดุมากมายหรอก แกก็คอยสอนนู่นนี่หลังจากที่ดุเราเสร็จ แต่เราต้องตอบคำถามพี่เค้าให้ได้ละกัน พยายามอย่าเข้าไปใกล้ หรือซักถาม จะเป็นดีที่สุด(ถ้าหากไม่ต้องการความรู้จากพี่เค้านะ) วอร์ดนี้ประทับใจ...หมอ อิอิ ป่าวน่า คนไข้วอร์ดนี้ก็น่ารัก รู้สึกดีโดยเฉพาะตอนดูแลคนไข้คนนึงมาทั้งอาทิตย์ อาการเปลี่ยนแปลงตลอด ขนาดที่ว่าหมอต้องเวียนหัวปรึกษากันไปมาข้ามวอร์ด จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ขึ้นวอร์ด ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ดูแลคนไข้รายนี้ เข้าไปบอกคนไข้ว่า จะดูแลอยู่เป็นวันสุดท้ายแล้วนะ คนไข้ก็เอ่ยขอบคุณกลับที่ดูแลจนอาการดีขึ้นแล้วจะได้กลับบ้านวันนั้นแล้ว...รู้สึกดีมากเลยล่ะ
 
8. ENT : หู คอ จมูก เป็นวอร์ดที่ขึ้นตอนซัมเมอร์จากการจัดให้ของคณะ ได้สัมผัสเวรบ่าย ดึก เป็นครั้งแรก เป็นวอร์ดที่ฝึกเพื่อเก็บประสบการณ์ ไม่ต้องมีอาจารย์มาคอยคุม ขึ้นกันทั้งเดือน มีงาน 1 ชิ้นคู่กับเพื่อน คือ ศึกษาโรคที่พบบ่อยในวอร์ด แล้วทำเป็นรายงานไม่เกิน 2 แผ่น ยากที่ว่าไม่สามารถเอารายละเอียดทั้งหมดมาใส่ให้ได้ 2 หน้าได้.. วอร์ดนี้ประทับใจการทำงานมากกว่า บุคลากร enjoin มีประสบการณ์มากกว่าเพื่อนกลุ่มอื่น เพราะวอร์ดนี้ไม่ได้บรรจุไว้ในหลักสูตร เรื่องโรคต่างๆ ก็เรียนตอนเลคเชอร์บ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นผู้ป่วยจริงๆ
นอกจากวอร์ดนี้แล้ว ก็ไปขอฝึกวอร์ดอื่นเพื่อเก็บประสบการณ์อีก เช่น Ortho, Med 
 
9.Psychiatric : จิตเวช แปลกดี เพราะต้องเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของผู้ป่วยก่อนแล้วเชื่อมโยงกับโรคที่ผู้ป่วยเป็น เพื่อกำหนดแนวทางการดูแลผู้ป่วยต่อไป จะว่าไปแล้ว ไม่ค่อยได้ประสบการณ์เท่ากับเพื่อนคนอื่นเพราะสภาพอาการของคนไข้ดีกว่าคนอื่น แต่จะประทับใจก็ตรงที่ออกจิตเวชชุมชนนี่แหล่ะ เพราะอาจารย์ชอบพาไปเลี้ยงข้าวตามแหล่งชุมชน แล้วผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนก็น่าสนใจกว่าในโรงบาลซะอีก เพราะตอนนั้นคนไข้ที่ไปดูที่บ้านกำลังขาดยา(ที่รักษา)อยู่เลยเชียว สิ่งแวดล้อมที่บ้านก็น่ากลัว มีแต่มีดกับเขียง เพราะที่บ้านทำอาชีพขายเนื้อปิ้ง ตอนนั้นถ้าไม่มีอาจารย์ก็คงไม่กล้าไปเหมือนกันแหล่ะ
 
10.Community : ชุมชน ก็คล้ายๆ จิตเวชชุมชน แต่จะดูครอบคลุมกว่าเท่านั้นเอง ช่วงนี้ก็ออกนอกสถานที่แทบทุกวัน สนุกไปอีกแบบ ตื่นเต้นเมื่อพบเห็นน้องหมาที่ออกมาวิ่งวุ่นตามถนนหนทาง แล้วเห่ามาเป็นระยะๆ น่ากลัว...ความประทับใจก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก อาจเป็นเพราะการที่ต้องออกไปเยี่ยมบ้านครอบครัวของเคสน่ะแหล่ะ มันรู้สึกว่าทำตัวสอดรู้สอดเห็นดี ต้องสังเกตนู่นนี่ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน ถามไปเรื่อยๆ แล้วเอามาวิเคราะห์ว่าเค้าปฏิบัติตัวเหมาะสมรึเปล่า มีควาวมเสี่ยงต่อการเกิดโรคยังไง... ดูเหมือนก้าวก่ายชีวิตคนอื่นไงไม่รู้ แต่เราก็ทำตามหน้าที่พยาบาลชุมชนที่ดี
 
11.Labour : ห้องคลอด วอร์ดนี้ตื่นเต้นที่สุดในปี 4 เทอม 1 แล้วล่ะ อยู่ห้องคลอดที่ รพ.มหาราช 2 อาทิตย์ ไม่ได้เคสคลอดซักคนจนหายตื่นเต้นไปหมด มาตื่นเต้นอีกทีตอน 2 อาทิตย์หลัง ที่ไปทำคลอดที่ รพ.นครพิงค์ 6 เคสใน 2 อาทิตย์มีใครทำได้ที่ไหนล่ะ พรวดพราดออกมาที น่าสะใจ...วอร์ดนี้ ประทับใจก็ตรงที่ อาจารย์ดุดี กระตุ้นตัวเองให้ไม่อยู่นิ่งเอาไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนเรียกไปนู่นนี่อีก ว่าแต่วอร์ดนี้เหนื่อยมาก กลับหอไปงี้เพลียทั้งที่ไม่ได้ใช้กำลังกายมากเหมือนวอร์ดอื่นๆ นะ และวอร์ดนี้ก็ต้องใช้ความรู้เดิมจากการตรวจครรภ์ แล้วก็ต้องใช้ประสาทสัมผัสตรงปลายนิ้วจับดูการหดตัวของมดลูกด้วย ตอนแรกๆ ยังแยกไม่ออกว่ามันหดตัวรึยังเนี่ย ไอ่มดลูกน่ะ ทั้งที่อาจารย์ก็จับอยู่ด้วยกันแท้ๆ อาจารย์กลับบอกว่าหดตัวไปตั้งนานแล้ว เออวว... ตอนเรียนเลคเชอร์น่ะ เรียนตั้งนานเกือบทั้งเทอมกว่าเด็กจะออกมาได้คนนึง พอเอาเข้าจริง แป๊บเดียว แล้วตอนเย็บแผลฝีเย็บน่ะ อาจารย์ถามว่าเห็นขอบแผลมั้ย... อยากตอบใจจะขาดว่าไม่เห็น เพราะมันดูยุ่ยๆ เหลือเกิน แต่ก็นะ เพื่อความอยู่รอดของชีวิตตอบไปว่า"ค่ะ" 
 
12.PP : วอร์ดที่ต่อเนื่องมาจากห้องคลอด ก็คือวอร์ดที่ดูแลคุณแม่หลังคลอด วอร์ดนี้ตามความรู้สึกแล้วค่อนข้างน่าเบื่อ เคว้งคว้าง ไม่เป็นหลักแหล่ง เพราะต้องเดินสายออนทัวร์ไปดูงานแล้วกลับมาเขียนงานส่ง จะได้ดูคุณแม่หลังคลอด และเด็กอ่อนจริงๆ จังๆ ไม่กี่วันเอง ดูแลแค่เรื่องการป้อนนม นวดเต้านม ดูแผลฝีเย็บ การพักผ่อน ประมาณนี้แหล่ะ
 
13.PMC : การรักษาโรคเบื้องต้น วอร์ดนี้ออกไปตามสถานีอนามัยกลายเป็นคุณหมออนามัยอยู่ช่วงหนึ่ง และโรงพยาบาลชุมชน ที่สถานีอนามัยเราต้องทำตัวเป็นหมอน้อยๆ ซักประวัติ ตรวจร่างกายเอง แล้วลองตั้งวินิจฉัยโรคเอง แล้วคิดว่าจะจ่ายยาอะไรบ้าง คือการตัดสินใจอยู่ที่เราแล้ว ตอนนี้ มีแค่อาจารย์เป็นที่ปรึกษา มันยากเพราะบางทีเราซักประวัติมั่วไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าเค้าป่วยเป็นไรแน่ อีกอย่างคือ การชินอยู่กับผู้ป่วยบนวอร์ดที่หมอเค้าวินิจฉัยให้มาแล้ว และเป็นคนไข้หนักๆ กันทั้งนั้น แต่นี่แค่ระดับสถานีอนามัย มาก็แค่ปวดหัว ปวดท้อง แต่ก็ต้องคิดให้ได้ว่า ไอ่ที่ปวดๆ น่ะ เพราะอะไร ไปทำไรมา ปวดยังไง ต้องตรวจอะไรเพิ่ม อย่างปวดท้องเนี่ย คิดว่ามันเป็นเพราะอวัยวะไหนล่ะ แต่สนุกหลายๆ เพราะความโก๊ะของตัวเอง แต่พอมาระดับ รพ.ชุมชน พื้นฐานความรู้และประสบการณ์มีมากขึ้นก็ลื่นไหลพอไหว อยู่หน่วยฉุกเฉิน งานที่ทำประจำคือฉีดยาเข้าที่ก้น ขอสารภาพว่า ฉีดยาเข้ามที่ก้นให้คนไข้ทีไร ไม่มั่นใจทุกที แม้ว่าจะฉีดเป็นเข็มที่ร้อยก็เหอะ กลัวจะไปโดนเส้นประสาทเค้าเป็นอัมพาตไปล่ะยุ่งเลย
 
14.Ped II : วอร์ดเด็กป่วย เด็กน่ารักกว่าเด็กดีซะอีก ไม่ซน แต่โยเยนิดนึง ช่วงนั้น ความคิดอยากมีลูกเริ่มมีอีกครั้ง เพราะเด็กที่ดูแล บางคนไม่มีผู้ปกครองมาเฝ้า ก็เลยทำตัวเป็นแม่เด็กไปชั่วคราว แล้วไปหาพ่อเด็กชั่วคราวเอาแถวๆ นั้นแหล่ะ... ที่น่าสังเกตก็คือ อาจารย์ภาคเด็ก(กุมารเวชศาสตร์)ใจดีกันทุกคนเลย น่ารัก แถมบางครั้งแอบตลกอีกแน่ะ วอร์ดนี้ไม่ค่อยเครียด ประทับใจหลายๆ อย่าง แล้วตอนสุดท้ายก็ต้องจัดกิจกรรมวันแห่งการเล่นให้แก่เด็กๆ ที่ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล รู้สึกอิ่มบุญ และอิ่มท้องไปตามๆ กัน เพราะขนมที่ซื้อมาแจกน่ะ มันเหลือ เสร็จพวกพี่ๆ กันเลย
 
15.ICU : มีอยู่ 3 วอร์ด คือ med surg ped สำหรับอิชั้นแล้ว ถูกจับมาอยู่ ICU-Ped เจอเด็กๆ อีกแล้ว วอร์ดนี้ ก็ไม่ต่างจากเด็กป่วยเท่าไหร่ เพียงแต่เด็กที่นี่จะป่วยแบบเรื้อรังไปหน่อย แล้วสภาพอาการดูย่ำแย่กว่า ขาดออกซิเจนไม่ได้ ต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจแทบทุกคน ส่วนเด็กอีกประเภทก็คือ เด็กที่คลอดก่อนกำหนดมากๆ เกิดมาตัวเท่าลูกแมว ตัวแดง ไขมันน้อยๆ หัวเล็กกว่ากำปั้นซะอีก ประเภทนี้ไม่กล้าจับเท่าไหร่ บางครั้งจับเปลี่ยนผ้าอ้อมที ระดับออกซิเจนในเลือดเด็กลดลงทันที ซึ่งอันตรายมากสำหรับเด็กพวกนี้...
 
16.Team leader : เป็นวอร์ดที่เลือกเอง สมัครใจอยากอยู่วอร์ดไหนก็ลงสมัครไป คราวนี้เลือกวอร์ดที่หนักที่สุดที่มีให้เลือกคือ อายุรกรรม... จุดประสงค์การฝึกก็เพื่อนำไปใช้ในการเป็นพยาบาลจริงๆ คือทุกอย่างที่พยาบาลต้องทำ ไม่ใช่แค่รับเคสวันละเคสเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว คือครั้งนี้เราต้องดูแลคนไข้ทั้งหมดที่มีอยู่ เหนื่อยตรงที่ต้องเอาเคสทุกเคสที่รับผิดชอบมานั่งเขียนส่งทุกเช้านี่แหล่ะ เกือบตายไปเหมือนกัน ยิ่งมาเจออาจารย์ที่เกือบฆ่ากันตายไปเมื่อสมัยอยู่วอร์ดอายุรกรรมเมื่อตอนปี 3 ด้วยแล้ว เหมือนการกลับมาล้างแค้นของอาจารย์ ใช้ความอดทนค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แต่รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ผ่านมันมาได้ท่ามกลางคำชื่นชมของอาจารย์ ซึ่งมีอยู่ 2 คน ทั้งอาจารย์ที่โคจรมาพบกันที่บอกว่าภูมิใจในตัวอิชั้นมากเพราะดูพัฒนามากไปกว่าเมื่อตอนปี 3 แล้วอาจารย์อีกท่านที่บอกว่าเขียนงานไปละเอียดดี...ท่านคงไม่รู้ว่าต้องอดนอนไปเท่าไหร่กว่าจะได้งานมาแต่ละชิ้น...พึ่งรู้ตอนนั้นเอง ว่าทำไมเพื่อนคนอื่นๆ มันไม่เห็นอดนอนมากอย่างนี้วะ...ประทับใจในทุกๆ สิ่ง ทั้งบุคลากร เพราะวอร์ดนี้เราต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพี่ที่วอร์ด มากกว่าอาจารย์ เพราะอาจารย์จะมาแค่เวรเช้า ชั่วโมง-2 ชั่วโมง ก็ไป ที่เหลือ เวรบ่าย ดึก ก็อยู่ในความปกครองของพี่ๆ ต่อไป
 
..................................
 
และนับจากนี้ก็เหลือเพียงการสอบเพื่อเอาใบอนุญาต หรือใบประกอบวิชาชีพนั่นเอง 22-23 มีนานี้แหล่ะ แต่แว่วๆ มาแล้วว่า ที่ รพ.มหาราชเริ่มทำงาน 1 เมษานี้แล้วล่ะ ตื่นเต้นจัง >__< 
 
 
2月2日

count down...team leader med.

 
 
พึ่งลงจากเวรดึกมา... วันนี้ แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์ การส่งเวรให้กับเวรเช้าจะไม่ full opsion เหมือนกับวันธรรมดาก็เหอะ แต่ climax ของการขึ้นวอร์ดช่วงนี้ก็คือ การส่งเวรนี่แหล่ะ
 
ยิ่งเมื่อคืนต้องรับผิดชอบห้องที่หนักที่สุด และไม่ได้นอนด้วยแล้ว การส่งเวรของวันนี้ก็เลยสับสนน่าดู... ขอบคุณพี่ๆ ที่อาจต้องคอยลุ้นว่า ไอ่นี่มันจะส่งเวรรอดมั้ยว้าาา..เพราะอันข้าเจ้านี้เป็นคนที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้วแหล่ะ จำต้องมานั่งพูดอะไรที่ดูเป็นหลักการ เรียบเรียงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคนไข้ที่รับผิดชอบอยู่ห้องนึงมาตลอด 8-9 ชั่วโมงให้ทุกคนเข้าใจ และบางครั้งก็อาจย้อนไปอีก 8-9 ชั่วโมง จากการรับเวรที่เวรก่อนๆ เค้าส่งต่อมาให้ ถือว่ายากอ่ะ...
 
ด้วยความพยายามอย่างถึงที่สุด สิ่งต่างๆ ที่พูดออกไปในตอนส่งเวร ก็เพื่อคนไข้ของเราได้รับการดูแลครบถ้วนนี่แหล่
.
.
.
 
 
 
เฮ้อ!...ชีวิตของการเป็นนักศึกษาพยาบาลเกือบฆ่ากันตายในวินาทีสุดท้ายเชียวหรือเนี่ย มีอยู่ครั้งนึง เมื่อไม่กี่อาทิตย์มานี่ ต้องโทรหาแม่ตอนเกือบๆ ตี 1 เพราะตอนนั้นไม่ไหวแล้ว โทรไปบ่นๆ ให้ฟังนิดหน่อยเรื่องงาน(ซึ่งเป็นคำพูดในเชิงระบายมากกว่า) พูดไปเกือบๆ ชั่วโมง บั่นทอนสุขภาพแม่มาก เพราะแม่ต้องตื่นแต่เช้าอีก...แต่แม่ก็ทำเพื่อหนูแหล่ะ อย่างน้อยก็ทำให้ลูกสบายใจ ให้กำลังใจดีๆ..เก็บกำลังใจ ณ ตอนนั้นมานั่งเขียนงานต่อจนถึงเช้า แล้วหอบสภาพตัวเองเพื่อขึ้นไปทำงานบนวอร์ดอีกประมาณ 10 ชั่วโมง
 
มีน้อยคนนักที่รู้ว่า กว่าจะมาถึง ณ จุดนี้ได้ ต้องนั่งน้ำตาซึมเขียนงานโต้รุ่งกันแค่ไหน หลายครั้งที่ชอบบ่นๆ ให้เพื่อนๆ ฟังถึงความลำบาก ที่หลายคนฟังจนชินและคงนึกไปว่า มันก็แค่บ่น คงไม่ลำบากอะไรมากมายหรอก ก็แค่เรียกร้องความสนใจ
 
 
 
แต่ว่า วันนี้ ทุกอย่าง คือความภาคภูมิใจ...ฉันแกร่งมากขึ้น เพราะความลำบากมันเกลาให้ฉันเป็นอย่างนี้นี่เอง
.
.
.
.
.
.
 
ขอบคุณ อาจารย์ที่ทำให้หนูเป็นอย่างนี้ได้ แม้ว่าหลายๆ ครั้งอาจทำให้เราต่างหงุดหงิดกันบ้าง
 
ขอบคุณ ทุกๆ กำลังใจ ทั้ง แม่ พ่อ น้อง กระแต เนย นาย พี่อิม มิ้น นุ่น พี่เจี๊ยบ พี่ว่าว พี่ออย พี่มณ... บลา บลา บลา
 
ขอบคุณ ตัวเอง ที่ยังไหว และไม่ท้อเสียก่อน เพราะได้แต่บอกตัวเองไปว่า ไม่ใช่แต่เราคนเดียวที่เหนื่อยอย่างนี้ รุ่นพี่เค้ายังผ่านมันไปได้เลย...
 
ขอบคุณ ห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ที่เป็นแหล่งข้อมูล...แม้ว่าหนังสือบางเล่ม update ที่สุดคือปี 2538
 
ขอบคุณ 7-11 ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง...แม้ว่าหอจะปิด 4 ทุ่ม แต่ก็ใช้โอกาสที่หอเปิดเพื่อให้เพื่อนๆ ขึ้นเวรบ่าย-ดึก ไปซื้ออาหารสมอง
 
ขอบคุณ ลุงขายหมูปิ้งหน้าโรงพยาบาล...ในวันที่ไม่มีอะไรขายที่หอ
 
ขอบคุณ Nest cafe และ M-150 ที่เติมพลังชีวิตให้..
 
ขอบคุณ คูก้า รสผลไม้ คลอเร็ท อมีร่ารสมะขาม...ช่วยกันเมื่อยามง่วง
 
ขอบคุณ Kissfm ที่อยู่เป็นเพื่อนกันตอนดึก
 
ขอบคุณ ปากกาน้ำเงิน ปากกาแดง ลิควิด ดินสอกด ยางลบ ไม้บรรทัด สมุดรายงาน ที่ทำให้ผ่านไปได้เป็นรายวัน
 
ขอบคุณ โต๊ะเขียนหนังสือ โคมไฟ เก้าอี้ ที่อำนวยความสะดวกให้
 
ขอบคุณ พี่ ป้า น้า อา ย่า ยาย...(ที่เป็นคนไข้ของหนู) ที่ทำให้หนูมีความสุขกับการที่ได้เห็นความสุขสบายของท่านๆ ตราบจนกระทั่งได้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน
 
ขอบคุณ...ใครๆ ที่ไม่ได้ถูกกล่าวมานี้ ทีเป้นอีกแรงใจ...อย่าพึ่งน้อยใจ...นะ
 
 
 
ปล. เมื่อคืนมีคนไข้คนหนึ่งขย้ำเข้าให้ที่แขนตอนที่กำลังไปดูดเสมหะให้...เป็นแผลเลยอ่า เลือดงี้ ซิบๆ
 
 
 
 
12月19日

feeling

 
 
แค่จะบอกว่า สบายดี
 
ไม่รู้ว่าสภาพตัวเองตอนนี้เรียกว่าอะไร บอกไม่ถูก...
 
ไม่ได้สับสน ไม่ได้ว้าเหว่
 
.......
 
 
รู้สึกดีที่กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง
 
รู้สึกแปลกที่วันนี้ อยู่เพียงลำพัง
 
รู้สึกกดดันกับสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวัน
 
รู้สึกแย่ ที่วันนี้ไม่ยอมเข้าใจใครๆ
 
รู้สึกมึน เมื่อมีคำถามที่ไม่รู้จะหาคำตอบด้วยวิธีไหน
 
รู้สึกง่วง ที่อะไรๆ มันเงียบลงยามค่ำคืนที่ต้องจัดการกับการบ้านกองเบ้อเริ่ม
 
รู้สึกร้อน เมื่อแสงไฟจากโคมไฟส่องกระทบท่ามกลางค่ำคืนที่อากาศโดยรอบเย็นลง
 
รู้สึก... รู้สึก... รู้สึก... ที่ไม่ทำให้รู้สึกสับสน
 
 
 
......
 
 
 
 
ได้ข่าวมาว่า loveis จะมาจัดคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่ แต่ยังไม่ได้ข้อตกลงว่าจะไปจัดที่ไหนดี ยังไงก็ลองแวะไปให้ข้อคิดเห็นได้นะเจ้า
 
ไปละ ขอย้ำ ว่า ไม่ได้ สับสน
 
 
11月22日

วุ่นวายจัง..

เมื่อวานมีโครงการวันแห่งการเล่นให้กับผู้ป่วยเด็ก อะไรๆ ก็ราบรื่น เป็นไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม ของรางวัล หรือคำชมจากผู้ปกครองเด็ก และขนมที่ซื้อมาแล้วเหลือ เสร็จไอ้พวกแก่ๆ ไปเลย เหมือนจบไปอย่างสวยงาม กับวอร์ดเด็ก แต่... 
 
ตอนเช้าวันนี้ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
ติ๊ง...ติง ติ่ง ติง ติ่ง...
 
หวัดดีเจ้า...
 
ป๋า!! เร็วๆ รถจะออกแล้ว..
 
เฮ่ย.. พึ่งตื่น กี่โมงแล้วอ่ะ.. (หันไปมองนาฬิกาด้วยตัวเองทั้งๆ ที่แว่นก็ยังไม่ได้ใส่... 08.40 น.)
 
น่าน นึกแล้วว่าพึ่งตื่น
 
ไม่ไปได้มั้ย เพราะเดี๋ยวเพื่อนรอ เพราะนัดกันตอน 08.30 น.... งืมๆ งั้นคุยกับอาจารย์เองละกัน
 
นี่ ยัยกุลธิดา รีบๆ อาบน้ำ แต่งตัว แล้วนั่งรถแดงมาเอง มาให้ได้นะจ๊ะ... อาจารย์แอบหยอดส่งท้าย
ค่าาา....
 
ตอนนี้จะเอาไงกับชีวิตดีหว่า.. โทรหาเพื่อนๆ ให้ใครซักคนไปส่งดีกว่ามั้ง
 
สายแรก หวาน เพื่อนชมรม .. ตื๊ดด..ดด..ด..   ไม่รับสาย
 
สายที่ 2  พี่หนึ่ง พี่ชมรม ตื๊ดด..ดด.. ฮัลโหล.
พี่หนึ่ง ตื่นยัง..
มีไร..อู้อี้ๆ..     สายถูกตัดไป สงสัยยังไม่ตื่น
 
สายต่อไป อ๋อง เพื่อนชมรมอีกคน ตื๊ดด..ดด.. สวัสดีครับ
เฮ้ย อ๋อง ว่างเปล่า ไปส่งเราที่สถาบันส่งเสริมพัฒนาการเด็กหน่อยสิ แถวๆ โรงบาลนครพิงค์อ่ะ
ตอนนี้เราเรียนอยู่อ่ะ ทำแล็ปข้างนอก เสร็จ 09.15 รอหน่อยได้มั้ย
เหรอ อืมมม(ลังเล ว่าจะไหวมั้ย เพราะรีบเหมือนกัน) ก็ได้ แต่เร็วๆ หน่อยนะ
เออๆ 9 โมง 15 ลงมารอใต้หอเลยนะ...
เรียบร้อย
 
อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จสรรพ ลงไปรอเพื่อนใต้หอ
09.20 น. เมื่อไหร่จะมาวะ เริ่มรน โทรตามอีกที...
อาจารย์ยังพูดไม่เสร็จเลย ฝน รออีกหน่อยนะ 9 โมงครึ่ง นะ...
เออ!!
 
ลองไปถามรถแดงดู เค้าเอา 150 บาท ไม่ไหวๆ แพงไป รอไอ่อ๋องอีกหน่อยละกัน
 
09.40 น. เพื่อนมาถึง รีบบึ่งไปเลยยย..
ไปถึงที่หมายเกือบ 10 โมง โทรเรียกอาจารย์ให้ลงมารับหน้าตึก.. จากนั้นโบกมือลาเพื่อน แต๊งกิ้วหลาย เพื่อนเอ๋ย
 
ว่าแต่ ไม่เสียใจที่ไปสาย เพราะเพื่อนๆ เหมือนไปนั่งฟังเลคเชอร์ในห้องประชุม ไปถึงก็เกือบเสร็จแล้ว ที่เหลือก็เดินไปดูตึกต่างๆ เท่านั้นเอง ว่าแต่  ห้องส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่นั่นเค้าอลังการจริงๆ ของเล่นน่าเล่นมากก..
 
เฮ้อออ สุดท้ายของวอร์ดเด็กก็เป็นอย่างนี้แหล่ะค่ะ ตกลงว่า อิฉันผิดเองที่ตื่นสายเอง ไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ เพราะคิดว่าจะตื่นเองตอนที่เมทตื่นไปขึ้นวอร์ดตอนเช้า แต่ มันดันไม่รู้สึกว่าได้ยินเสียงอะไรเลยยย
โชคดีที่ค่อนข้างสนิทกับอาจารย์ เลยไม่โดนดุที่ตื่นสายวันนี้ 555+
เป็นความโชคดีที่คณะเรา อาจารย์กับนักศึกษาค่อนข้างสนิทกันง่าย อบอุ่นดี เหมือนครอบครัว หออาจารย์ก็อยู่ใกล้ๆ กับหอนักศึกษานี่แหล่ะ มีอะไรก็ไปหากันได้ หุหุ แต่ก็ไม่เคยไปหา..
 
 
 
วอร์ดต่อไป...ICUเด็ก
 
 
 
 
11月8日

ด.เด็กน่ารัก

 

 

 

เริ่มรู้สึกแก่มาในบัดดล ในช่วงอาทิตย์ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ และอีกต่อๆ ไปอีกอย่างน้อยประมาณ 2 เดือน เนื่องจากว่าช่วงนี้ คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ แล้วพ่อแม่เด็กก็รุ่นราวคราวเดียวกะอิฉันนี่แหล่ะค่ะ ไม่เป็นน้า ก็ป้าไปเลย เห่อๆ หมดยุคละค่ะ ที่จะมีเด็กๆ มาเรียกพี่...

 

เด็กที่ว่านี้ เป็นเด็กป่วยค่ะ น่าสงสารแกมหมั่นใส่ น่าหยิก น่ากัดไปหมด เห็นแล้วก็อยากมีลูกขึ้นมาอีกละ ว่าแต่ พ่อมันเหอะ จะหาได้เมื่อไหร่กันล่ะคะนั่น

 

หึหึ ยังไงก็แล้วแต่ เรียนไป ได้บุญไปค่ะ แต่เหนื่อยน่าดู เดี๋ยวงอแง เดี๋ยวหิวนม เดี๋ยวอึ เดี๋ยวฉี่ ฯลฯ แต่วันไหนไม่ได้ไปหา ก็คิดถึง ขนาดว่าย้ายจากวอร์ดกุมาร 4 ไปกุมาร 5 ก็ยังแอบแวะมาหาที่วอร์ดเดิมอยู่ เพราะสงสารเด็ก (ที่จริงไม่มีไร เพราะที่ วอร์ด 4 มี นศ เทคนิคการแพทย์ มาส่งเสริมพัฒนาการน้องอิ่งอิ๊งทุกวัน เคสอิฉันเอง น่าตาน่ารักซะด้วย ก็เลยจะจับให้เป็นพ่อน้องอิ่งอิ๊งซะเลย ส่วนแม่เด็ก เดี๋ยวจะอาสาเป็นให้)

    

                        VVV

 Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket 

                       VVV

 Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

อันนี้ น้องอิ่งอิ๊ง ตื่นเมื่อไหร่ต้องจับมานั่ง ไม่งั้น ร้องลั่นวอร์ด

 

           

    อันนี้ เป็นเด็กชาย แต่ชื่อเหมือนเด็กหญิง...

 

เด็กหลายคนน่าสงสารค่ะ พ่อ แม่ไม่มาเยี่ยมเลยก็มี บางคนอยู่มาตั้งแต่เกิด จนปัจจุบัน อายุ 3-4 ขวบก็ไม่ต่างอะไรกับสถานสงเคราะห์เด็ก แต่ดีกว่าตรงที่ เค้าดูแลดีกว่า(มากกก..) เท่านั้นเอง แต่เด็กพวกนี่ฉลาดเกินวัย เพราะศัพท์เทคนิคทางการแพทย์แทบจะรู้ความหมายทุกคำ เรื่องฟง เรื่องแฟน ก็หากันตามนั้น เด็กๆ จะจับคู่กันเองว่าอยากเป็นแฟนใคร (เด็ก ไม่กี่ขวบนะนั่น) เห็นพี่ๆ ที่วอร์ด บอกว่า เด็กพวกนี้ไม่จำเป็นต้องไปส่งเสริมพัฒนาการอีกแล้ว เพราะมันเกินวัยไปแระ... ถูก!!

 

 

............................

 

 

เมื่อวาน มื้อเที่ยง ฟาดก๋วยเตี๋ยวไป 2 ชาม ตอนแรกกินอยู่ก่อนชามนึง พอดีไปเจออาจารย์มากินข้าวเหมือนกัน ถามว่าจ่ายไปยัง บอกว่าจ่ายแล้ว..อาจารย์บอกว่า น่าเสียดาย ว่าจะเลี้ยงซะหน่อย .. ตอนนั้นความโลภเข้าครอบงำ หน้ามืด เรื่องกินนี่มองข้ามไม่ได้ บอกอาจารย์ไปว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวต่ออีกชามก็ได้..

 

 

 

หลังจากนั้น ตอนบ่ายก็นั่งไม่ได้แหล่ะค่ะ มันจะขย้อน... ง่วงก็ง่วง ปวดขา เพราะได้แต่ยืนกล่อมเด็กหลับ ป้าก็อยากหลับค่ะ แต่อิหนูเอาแต่ร้อง เฮ้อ!! เวรกรรม จะหาวก็หาวไม่ได้ อาจารย์จบจากพยาบาลทหารอากาศมาก่อน หาวที ก็เสี่ยงต่อการโดนบังคับให้กลืนหาวอีก เดี๋ยวจะอิ่มไปกันใหญ่... เวรกรรมยิ่งกว่า

 

 

ปล. วันจันทร์ต้องไปทำใบ"คาดว่า(จะจบ)" ฟังดู เหมือนอนาคตมันไม่แน่นอนยังไงไม่รู้ ไม่มีกำลังใจ น่าจะเปลี่ยนใหม่ว่าเป็น "จบแน่นอน"

 

 

10月26日

ออกพรรษารึ

วันนี้ วันออกพรรษาก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่วันหยุด อิอิ

แต่ฉันกลับทำตัวเหมือนเป็นวันหยุดซะงั้น ทำตัวไร้สาระมาทั้งวัน การบ้านก็ไม่ได้แตะ

 

ตื่น 11.45 น. เพราะนอนน้อยมาทั้งอาทิตย์ เลยโดดเรียนช่วงเช้าไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ ดีนะที่วันนี้เรียนเลคเชอร์ ไม่ได้ไปฝึกปฏิบัติอย่างวันอื่นๆ .. เมื่อวานตอนบ่ายก็เกือบล้มที่ห้องเรียนมาหนนึง ดีที่ยังทรงตัวได้ แต่ท่าที่ประคองตัวเองตอนเกือบล้มนี่ดิ ยังกะรำงิ้ว เพื่อนๆ ไม่ค่อยเห็นกันมาก เพราะเมื่อวานนั่งข้างหลังห้อง เตรียมตัวโดดเรียน แต่อาจารย์เห็นจนหัวเราะก๊ากให้เพื่อนๆ ที่นั่งข้างหน้าหันมาดู แม้ว่าจะรู้จักกับเพื่อนๆ มา 4 ปี แต่ฉันก็อายเป็นเหมือนกันล่ะค่ะ

  

วันหยุด วันอังคารที่ผ่านมา รู้สึกตกใจกับอาการตัวเอง อึเป็นเลือดเจ้าค่า... กลัวๆ เพราะเคยเห็นคนไข้ที่ถ่ายเป็นเลือดคนนึง เลือดออกมากจนกระทั่งช็อก เห่อๆ ไปหาหมอดีกว่า หมอก็ซักประวัติ ก็ไม่มีประวัติว่าเป็นโรคกระเพาะ อาหารก็ทานได้ปกติ ก็คือ ไม่มีเหตุผลอะไรทำให้เชื่อได้ว่าถ่ายเป็นเลือด ตรวจร่างกายก็ไม่ซีด ไม่พบริดสีดวง หมอเลยให้เจาะเลือด พร้อมกับเก็บอึไปตรวจ ขณะที่พยาบาลกำลังรัดต้นแขนให้ เตรียมเจาะอยู่แล้วเชียว ก็ถามว่า น้องกินแก้วมังกรมารึเปล่า??.. ค่ะ กินแก้วมังกรสีแดงมาเมื่อวาน..แค่นั้นแหล่ะ พยาบาลเท้าสะเอวบอกว่าจะเจาะอยู่มั้ย เป็นพี่พี่ไม่เจาะให้เจ็บตัว เพราะแก้วมังกรทำให้อึเป็นสีแดงหรือดำได้ ตอนนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแหล่ะค่ะ เพราะมันไม่น่าทำให้อึเป็นสีดำได้ ตัดสินใจเจาะ อย่างน้อยก็สบายใจไปเป็นครึ่ง

 

ฟังผลตอนเย็น... เจอหมออีกคน น่าร๊ากกก.. ผลออกมาก็คือ มีเลือดปนจริงๆ แหล่ะ ผลเลือดก็ไม่ซีด เม็ดเลือดแดงยังตุนไว้มากโขอยู่ ตรวจท้องเพิ่มมาอีกนิดหน่อย ก็ไม่มีกดเจ็บไร แต่ก็ไม่ได้ยาไปกิน ให้กลับไปสังเกตอาการตัวเองอีกครั้ง ถ้าหาก 2-3 วันยังมีอาการอยู่อีกก็กลับมา เห่อๆ ..ไม่ต้องรอถึง 2-3 วัน แค่ 1 วันหลังจากนั้นอึอิชั้นก็ค่อยๆ กลับเป็นสีปกติแล้วค่ะ โล่งใจ

 

ว่าแต่ เสียดายหมอไม่สวมแว่น พิลึกดีแท้ ชอบผู้ชายสวมแว่น เพราะรู้สึกว่า ร้อยละ 80 ของผู้ชาย ถ้าสวมแว่นแล้วดูดีขึ้น รึว่าสิ่งแวดล้อมทำให้คิดแบบนี้หว่า เจอแต่คุณหมอสวมแว่นเดินเพ่นพ่านแถวๆ โรงบาล

 

ปล.เพื่อนบอกว่า คนตาดีๆ ไม่ชอบ ดันมาชอบคนตาไม่ดี หึหึ ถูกของเอ็ง

ปล2.พ่อเพื่อนเสียไปอย่างกระทันหัน..เสียใจกับเพื่อน เพราะเพื่อนคนนี้ช่างบอบบาง ไม่มีความด้านเหมือนอิฉัน

10月17日

กิ๋ว กิ้ว..

ผ่านไปแล้ว กับการฝึกงานที่โรงพยาบาลชุมชน มีทั้ง โหด มัน ฮา แม้กระทั่ง ความรู้สึกด้านลบที่มีต่อเพื่อนในกลุ่มอยู่ช่วงหนึ่ง
 
เหตุการณ์มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก เพียงแค่เพื่อน 4 คนที่มาฝึกด้วยกันพากันหายหน้าหายตาไปกันหมด ทั้งๆ ที่งานกลุ่มมันยังไม่ไปถึงไหน ทอดทิ้งฉันให้มานั่งทำงานงกๆ แก้งานครั้งแล้วครั้งเล่า ในใจมันร้องไห้ไปหลายรอบละมั้ง ทำอยู่คนเดียว นอนดึก ตื่นแต่เช้า เพื่อใคร??..แต่ในที่สุดก็ผ่านวิกฤตินั้นมาได้ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษจริงๆ กลายเป็นฮีโร่ของเพื่อนๆ ในการพรีเซนต์งานที่โรงพยาบาลไปเลย เห่อๆ ก็เพราะไม่มีใครเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดเท่าฉันแล้วนี่นา ความสำเร็จ แลกมากับความเหน็ดเหนื่อย และโรคภัยไข้เจ็บที่ก่อตัวเงียบๆ ไอ่ไวรัสบ้าๆ ที่มันเคยเข้ามาสิงสู่ในตัว มันแผลงฤทธิ์อีกครั้ง เมื่อช่วงที่นอนน้อยๆ เหอะๆ ..จำไว้ เพื่อนๆ อย่าได้เจอกันอีกเลย..งานต่อไปจะยกให้เป็นเจ้าภาพ
 
ช่วงนี้ เชียงใหม่เริ่มอากาศเย็นอีกละ เมื่อไหร่มันจะหน้าร้อนซะทีน้อ ไม่อยากทนอยู่กับความหนาวนานๆ ไม่อยากออกจากผ้าห่มอุ่นๆ ที่สำคัญ ไม่อยากอาบน้ำ 555 อย่าห่วงๆ เพราะความไม่อยาก มันเป็นแค่ความคิด เพราะไหนๆ ก็ต้องอาบอยู่ดีแหล่ะ
 
ได้ข่าวว่าเกรดจะออกกันแล้ว 20 ต.ค.นี้ เริ่มเค้าท์ดาวน์กันล่ะสิ อีกแค่ 3 วันเอง ลุ้นๆ เพราะเทอมก่อนประจบอาจารย์ไว้เยอะ เผื่ออาจารย์จะให้เกรดสวยๆ มาบ้าง โฮะๆ ๆ อุตส่าห์เปิดเทอมมาก่อนเป็นเดือน นึกว่าเกรดจะออกก่อนซะอีก
 
ต่อไปนี้ก็นับถอยหลังเรียนจบกันอะเนาะ อีกแค่ 2 วอร์ด กับการอยู่กับเด็กๆ จะรอดมั้ยหว่า.. วอร์ดเด็กป่วย กับไอซียูเด็ก อิอิ..ใช้โอกาสนี้ฝากประชาสัมพันธ์เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ละกันนะจ๊ะ ใครมีของเล่นอะไรที่อยากบริจาคให้เด็กป่วยก็เริ่มบริจาคได้นะจ๊ะ เพราะจะมีโครงการที่เรียกว่า Play Day วันแห่งการเล่นที่จัดขึ้นให้เด็กๆ ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลกัน ไม่รู้เมื่อไหร่นะ แต่ฝากบอกไว้ก่อน รึใครมีเพื่อน ญาติโกโหติกา ก็ฝากข่าวไปด้วยน้า..
 
เฮ้อ ..สุดท้าย ฝากข่าวอีกข่าวนึง มาม่าจะขึ้นราคาละนะ พ่อแม่พี่น้องเอ๋ย รีบๆ ซื้อหามาเป็นของตัวเองไว้เยอะๆ นะ เผื่อด้วยละกัน โดยเฉพาะเด็กหออย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย
 
9月29日

เค้าปิดเทอมกันแล้ววว..

กรี๊ดๆๆๆ  hotmail classic version ของอีชั้นหายไปไหน... อยู่ๆ มันก็เป็นเวอร์ชั่นไลฟ์ เบต้า ขึ้นมาซะงั้น.. เห่ย! แก้ก็แก้ไม่ได้ จำได้ว่าเคยเป็นอยู่หนนึงแก้ได้แล้วนะ แต่เวรกรรม จำไม่ได้ว่าแก้ยังไง
 
ช่วงนี้เห็นหลายๆ คนเคร่งเครียดกับการอ่านหนังสือกันใหญ่ น้องปี 2 ปี 3 ก็ทยอยกันสอบเสร็จ แล้วก็ทยอยกันกลับบ้าน อีกครั้งที่หอเงียบลง ผนวกกับรูมเมททั้ง 2 ของฉันกลับบ้านกันหมด คนนึงเป็นเด็กอินเตอร์พึ่งสอบเสร็จ ปิดเทอม โดยมีคุณแม่มารับถึงที่ ดีแท้แทะ (แท้จริงแล้ว ได้ข่าวว่าคนแถวบ้านมารักษาที่ รพ.แล้วได้กลับบ้านพอดี แม่เลยอาศัยความเป็นภรรยาผู้ใหญ่บ้านติดรถมาด้วย  เพื่อมารับลูกสาวกลับบ้าน) ส่วนเมทอีกคน ลูกของพี่สาวที่อายุไม่ถึงเดือนไม่สบาย เลยกลับบ้านไปพร้อมกับปรอทวัดไข้ และสเต็ทโทรสโคป  ดี๊นะที่ช่วงนี้เธอขึ้นวอร์ดเด็ก พกพาความรู้ไปเต็มที่บวกดีกรีเด็กเหรียญ คงจะช่วยไรได้บ้างล่ะน่า...กลายเป็นว่า เด็กโควต้าอย่างฉันต้องอยู่ห้องคนเดียวกับการบ้านเป็นเบือ หอก็เงียบๆ ลงน้องข้างบนก็ไม่ใส้ส้นจิกเดินเพ่นพ่านทำเสียงดังรบกวนแล้ว เฮ้อ! เหงาๆๆ แต่เดี๋ยวปิดเทอมเข้าจริง ก็จะมีน้องปี 1 ที่เป็นหลีดฯ มาซ้อมที่หออยู่ดี ซ้อมทั้งวันทั้งคืนที่สนามบาสตรงระเบียงหลังห้องพอดิบพอดี สงสารตัวเอง เพราะมันเสียงดังอ่า ช่วงนี้งานยิ่งยุ่งๆ อยู่ด้วย
 
เมื่อช่วงอาทิตย์ก่อนได้ไปฝึกงานที่ รพ.สารภี ที่หน่วยฉุกเฉิน ก็ไม่มีไรมากส่วนใหญ่ก็มาทำแผล เย็บแผล ตัดไหม ฉีดยา พ่นยา แต่มีอยู่วันนึงที่สเปเชี่ยลเหลือเกิน คนนึงผ่าที่ฝ่ามือกันเห็นๆ คนนึงเศษแก้วปักที่เท้าเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แล้วมันเลื่อนมาที่ฝ่าเท้า เดินแล้วเจ็บ จึงมาผ่าออกแผลเล็กนะ แต่ภาพที่เค้าควานหาแก้วนี่ดิ อีกคนรถชนตั้งแต่ ตี 3.. 10 โมง หมอก็ยังไม่มาดู เจ็บก็เจ็บ ง่วงก็ง่วง เห็นแล้วน่าสงสาร เหตุเกิดเพราะสุรานี่แหล่ะ เฮ้อ.. บางคนก็มาเพราะช็อก ต้องโดดขึ้นไปปั๊มหัวใจ พี่ๆ ก็ใช้ให้ไปเอานั่นนี่ที่ล้ออีเมอเจนซี่ ไอ่เราก็ทำไรไม่ถูกเลย ตื่นเต้นไปเอง บางคนก็ล้างท้องมีแต่ลิ่มเลือดอ่า กลิ่นคาวเลือดงี้คลุ้งไปหมด จำได้ว่ากะลังจะไปกินข้าวตอนเที่ยง...ทั้งหมดนี่ มีใน 1 วัน..
 
ไอ่ที่ฮาที่สุดคงจะเป็นที่สถานีอนามัย ระหว่างที่ซักประวัติคนไข้คนนึง...
SDN : ป้อ เป๋นหยังมา
Pt : เมาหัว อี่หล้าเหย
SDN : เมาอย่างใด เมาโครงเครงหรือเมาหัวบ้านหมุน
Pt : มันเมาสะเบิ้งสะเจิ้งอย่างใดฮุ หยั่งคนอ้วนเดินนิ
(ลุงมีน้ำหนักอยู่ประมาณ 39 กก. เบากว่าชั้นอีก ไม่น่าเป็นไปได้ ว่าอ้วน)
SDN : เมาหยั่งใดอ่ะเจ้า สะเบิ้งสะเจิ้ง
Pt : มันหมางเหมง หม้างเหม้ง อยู่ไหนก่อบ่ะม่วน
(เห่ย แล้วจะเขียนอย่างไรล่ะ ทีนี้)
SDN : เป๋นมากี้วันละป้อ...บลา บลา บลา
 
SDN : เอาละ สรุปว่าป้อเมาหัวหยั่งใด
Pt : มันเวิงหวาง เหวิ้งหว้าง นั่นเนาะ
SDN : ...
 
สรุปว่า ที่เขียนไปใน OPD card คือ วิงเวียน

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

9月17日

เกี๊ยะหมด...

 
 
 
จู่ๆ ก็รู้สึกอยากเรียนวิดยาขึ้นมาอีกแล้ว อยากเรียนฟิสิกส์ให้เป็นเรื่องเป้นราวเสียที แม้ว่าครั้งนึง คะแนนเอนท์มันอาจจะไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ดีกว่าวิชา ชีวะกะเคมีล่ะว้า แต่ความใฝ่ฝันครั้งนึงของฉัน คือ วิดยา จุฬา... น่าไม่อายเนอะ จะมีอะไรไปสู้เค้าได้ คนที่เข้าไปเรียนคงมีแต่เด็กโอลิมปิก คะแนนเต็มร้อยกันทั้งนั้นอ่ะ ไม่แน่เหมือนกันนะ นี่หากเผลอยื่นคะแนนเอนท์ไปตอนนั้นคงเป็นลูกพระเกี้ยวไปละ(ขนาดตุ้งติ้งช้างน้อยของฉันที่ติดกับชุดนักศึกษา มองเผินๆ ยังกะพระเกี้ยวแน่ะ ไม่เหมือนของคนอื่นเค้าที่เป็นช้างใหญ่)...แม้คะแนน 3 ตัววิทย์จะสู้เค้าไม่ได้ แต่คะแนนรวมถือว่า ผ่าน!!
 
แต่จะว่าไป ตอนนี้พอเห็นสูตรฟิสิกส์มา ไม่รู้ว่าจะทำได้รึเปล่า องค์ความรู้จะเหลือแค่ไหน.. เลยได้แต่อ่านอะไรๆ ที่มันมีสาระเอาไว้ก่อน เช่นดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์หนึ่งของฟิสิกส์..ครั้งนึงเมื่อยามเป็นเด็กปี 1 เคยคิดจะเรียนเป็นตัวฟรี แต่ทว่า มันเรียนเป็นตัวต่อ ก็เลยไม่มีสิทธิ์ลง จะเข้าไปเนียนๆ เรียนด้วยก็กลัวว่าหน้าจะอ่อนเกินคนอื่น เลยได้แต่ล่องลอย...ความรู้เลยหดหายไป....อนิจจัง
 
 
 
..................................
 
 
 
 
ความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในมรสุมชีวิต.. คนใกล้จบเป็นแบบนี้กันทั้งนั้นเลยหรือไง..รึเปล่าวะ
ปิดเทอมครั้งสุดท้ายผ่านไปครึ่งค่อนเดือน เปิดเทอมสุดท้ายผ่านไปอาทิตย์นึงได้ อนาคตอันใกล้กับงานกองเบ้อเริ่มก่อนจบ...ก่อนออกสู่โลกกว้าง เอ๊ะ! รึโลกใบเดิม
นั่นแหล่ะ อารมณ์แห่งความสับสน..จะจบจริงๆ แล้วเหรอเนี่ย ความฝันที่วาดเอาไว้เมื่อแรกเริ่มเข้ามาเรียน ตอนนี้มันจางลงละ.. จะวาดซ้ำก็กลัวว่ามันจะไม่เป็นภาพเดิมน่ะสิ ให้เลือกในสิ่งที่ตัวเองรัก กับเลือกสร้างอนาคตไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เหรอ.. มันไม่เหมือนโจทย์ฟิสิกส์แน่ๆ ไม่มีสูตร ไม่มีตัวแปร x หรือ y ใดๆ ให้ต้องมาแก้คำถามนี้ ไม่ใช่โจทย์คณิตฯ หรือสถิติ ที่มันเคยทำให้ฉันพลาดท่าเกือบ F ไปแล้วหนนึง (จะพูดให้ช้ำใจทำไมเนี่ย!!) เวลายิ่งเหลือน้อยลงเท่าไหร่ ก็เหมือนกันฉันต้องเร่งตัดสินใจเร็วเท่านั้นสินะ... -*-
 
 
 
 
..................................
 
 
 
9月9日

The first impression in school..

วันนี้ขอหวนคืนสู่วัยเด็กอีกครั้งนึง
 
ไปโรงเรียนครั้งแรกของแต่ละคนเป็นไงกันบ้าง??
 
ปิดเทอมที่ผ่านมา แม่กะป้าเมาท์กันเรื่องลูกๆ หลานๆ ของตัวเองเกี่ยวกับการไปโรงเรียนสมัยเด็กๆ ให้ฟัง
 
อย่างฉัน แม่เล่าว่า เมื่อก่อนอายุซัก 2-3 ขวบ แม่ก็เริ่มพาไปเข้าโรงเรียนแถวบ้านน่ะแหล่ะ เรียกกันติดปากว่า ศูนย์เด็กเล็ก หาใช่โรงเรียนไม่ วันแรกร้องไห้ชนิดที่เรียกว่าจะขาดใจตายตรงนั้นให้ได้ หลังจากวันแรก ตอนแม่พาไปส่งที่ศูนย์ฯ จะต้องขับรถอ้อมรอบๆ หมู่บ้าน เส้นทางเดียวกับทัวร์รอบโลกของเด็กโตๆ นั่นเอง ให้เด็กน้อยชะล่าใจไปก่อน ซื้อขนมนมเนยใส่กระเป๋าไปให้ จนกระทั่งรถแม่เลี้ยวเข้ามายังเส้นทางที่มุ่งมายังศูนย์ฯ ตอนนั้นแหล่ะ ลูกแม่ยังกะผีเข้า จะดิ้นให้หลุดเสียให้ได้ แต่ในที่สุด ฉันก็จำต้องอยู่ที่นั่นทั้งวัน ซักบ่าย 3 แม่ก็จะมารับ หนนี้ก็ร้องไห้อีกรอบ เพื่อบอกให้รู้ว่า ตลอดทั้งวัน หนูทรมานแค่ไหน แม่ต้องเห็นใจหนูนะ วันหลังก็อย่าพามาอีกละกัน.. จำได้ว่าครั้งนึง แม่อุ้มไปดูปลาที่สระน้ำหลังโรงเรียน (โรงเรียนกับศูนย์เด็กเล็กอยู่ในเขตรั้วเดียวกัน) แล้วแม่ก็บอกว่าเดี๋ยวแม่ไปซื้อขนมมาให้  แค่นั้นแหล่ะ แม่ก็หายไปอีกทั้งวัน ตอนบ่ายก็มารับเหมือนเดิม ในสภาพลูกน้อยหน้าขาวๆ เนื่องจากครูหมั่นไส้ โปะแป้งให้หลังตื่นนอนกลางวัน เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมานับครึ่งค่อนเดือน
 
น้าชาย ก็เคยชนิดที่ว่าหลบเข้าไปอยู่ในสุ่มไก่ พร้อมกับถือมีดขู่บอกว่า ถ้าใครเข้ามาจะแทงให้ดู ว่างี้
 
พี่แถวๆ บ้านแม่ต้องเอาเชือกมาล่ามติดกับจักรยาน แล้วขี่พาไปส่งโรงเรียน ทุกเช้าก็จะต้องหาลูกให้เจอ เพราะถึงขนาดล่ามไว้ คงกะล่อนเกินเด็กทั่วไปแหล่ะ ซ่อนแอบงี้เป็นที่หนึ่ง
 
ใครไหน จะมาเหมือนน้าสาวฉันบ้างล่ะ ชนิดที่ว่า ครูไล่ให้กลับบ้านจนกระเสือกกระสนร้องไห้มาฟ้องแม่... เด็กอาไร้ รักเรียนแทะๆ
 
ปิดเทอมที่ผ่านมา กลับบ้าน มีโอกาสนั่งมองฟ้า มองดาวที่บ้านหลังจากที่ฝนหยุดตก.. นานแล้วที่ไม่ได้ดูท้องฟ้าที่สวย เคลียร์ อย่างนี้ คิดถึงสมัยที่นอนดูฝนดาวตกอยู่ลานบ้าน ตากหมอกเหมยยามเช้ามืดตอนหน้าหนาว อิอิ
 
กลับบ้านกะว่า จะไปกำราบน้องสาวสเสียให้เข็ด เพราะได้ข่าวมาว่า เรื่องเรียน มันไม่เอาไหนเลยจริงๆ  กลับกลายเป็นว่า พี่สาวคนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ หลังจากที่ถามน้องว่า วันนี้มีการบ้านมั้ย วิชาอะไร แล้วน้องมันก็ตอบว่า มี ภาษาจีน... แค่นั้นแหล่ะ จบเห่

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

8月27日

ขอพื้นที่เล็กๆ

 
เข้าสู่ช่วงมรสุมลูกสุดท้ายของเทอมนี้ละ
 
สัปดาห์แห่งการสอบ... ชิวๆ..บอกกับตัวเอง
 
เมื่อวานรำพึงกับตัวเองว่า ทำไมฉันถึงชิวอย่างนี้นะ..บังเอิญ เมทมันได้ยินเข้าเลยสวนมาทันทีว่า..ไม่ได้ชิวหรอก เค้าเรียกว่าขี้เกียจตะหาก...
 
เออ จริงว่ะ.. ทำไมขี้เกียจอ่านหนังสืออย่างนี้หว่า...
 
อ่านหนังสือคืนนึงก่อนสอบ.. ตื่นเต้นดี บางวิชาก็อ่านชั่วโมงเดียวก่อนสอบ อันนี้ยิ่งตื่นเต้นใหญ่
ขนาดเอนทรานส์ กะโควต้า ยังอ่านแค่ 3 วันก่อนสอบ หุหุ สอบติดพยาบาลได้ก็บุญละ..
 
นึกถึงตอนเรียนมัธยม มันก็ขี้เกียจอย่างนี้แหล่ะ ทุกๆ ต้นเทอมชอบบอกเพื่อนว่า เทอมนี้จะขยันละนะ พูดจนเพื่อนมันเอือมไปเลย..
 
ว่าแล้วก็คิดถึงสมัยมัธยมอีกละ เป็นช่วงชีวิตที่สนุกมากช่วงหนึ่ง..จำได้ว่า ที่โรงเรียนมีสายวิทย์อยู่แค่ 3 ห้อง อีชั้นอยู่ห้อง 1 เนื่องด้วย ชื่อขึ้นต้นด้วย ก.ไก่ ไม่ได้เรียนเก่ง รึวิเศษมาจากไหนหรอก ห้อง 1 ก็ไม่ต่างกะ ห้อง 2 ,ห้อง 3 เท่าไหร่ มันก็บ้าพอกัน แหล่ะเดินสวนกับพวกเด็กสายศิลป์ที ต่างคนต่างเขม่นกันใหญ่ ที่จริงไม่มีอะไรไปสู้เค้าหรอก ถ้าเค้าเอาเรื่องจริงๆ ไม่รู้จะหนีทันรึเปล่า ขาก็สั้น ลำบากคนที่มาด้วยกันเปล่าๆ นึกๆ ดูแล้ว เด็กสายวิทย์มันก็ไม่ได้เคร่งเรียนเหมือนที่เคยเข้าใจเลยเนาะ (รึว่าเอามาตรฐานโรงเรียนตัวเองมาเป็นบรรทัดฐานเนี่ย เลยไม่เป็นอย่างโรงเรียนอื่นเค้า) จำได้ว่า ม.6 ยังเล่นอะไรๆ เหมือนเด็กๆ อยู่เลย
 
เจ้าทรัพย์ : ใครคือเจ้าทรัพย์..ดิฉัน(กระผม)ขอรับ..อะไรคุณหาย...
โดดหนังยาง : โอ..ซิว ซันเติ้ลซิว โอ พิ้งวัน พิ้งทู..แห้ว (โอ ล่นไป ล่นมา..ต้าว)
ไล่จับ (แถวบ้านเรียก ไล่แปด..ย่อมาจาก แปดเปื้อน)
พงพางตาบอด : พงพางตาบอด กินข้าวกะอะไร ..กับไข่..ไข่อะไร??...(ออกแนวเจ้าทรัพย์นิดนึง แต่มีแอคทิวิตี้มากกว่า)
หมากเก็บก็ยังเล่นนะ อ้าว
 
เด็กชนบทนี่ก็ดีนะ สนามเด็กเล่นกว้างกว่าด้วย เสาร์-อาทิตย์ก็คว้าจักรยานชวนเพื่อนๆ ละแวกบ้านปั่นรอบหมู่บ้านกัน (ที่บ้านเรียกว่า เที่ยวรอบโลก) ว่าไปก็คิดถึงเพลง พื้นที่เล็กๆ ของพี่บอย ตรัย ชีวิตเราก็มีเศษเสี้ยวของความเป็นเด็กหลงเหลืออยู่ ขนาดคนป่วยที่เป็นอัมพาต(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนแก่ซะด้วยสิ) เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ นานเข้าข้อต่างๆ ก็จะเริ่มติด ถ้าสังเกตดูแล้ว การที่ข้อติด ลักษณะข้อจะค่อยๆ งอเข้าหาตัวเองทั้งหมด ถ้าไม่ทำกายภาพบำบัดให้ก็แก้อะไรไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นขอสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ.. อาจารย์บอกว่า เป็นลักษณะของเด็กทารกที่เคยอยู่ในท้องแม่ เรียก ovoid shape คือรูปทรงไข่ ว่าแล้วก็ขนลุกเลยทีเดียว โยงเข้ามาเรื่องวิชาการจนได้นะ...
 
เดี๋ยววันเสาร์นี้ก็ได้กลับบ้านอีกละ ปิดเทอมตั้งอาทิตย์นึงแน่ะ หลังจากคราวก่อนไม่ได้กลับบ้านซะนาน จนแม่ลืมชื่อไปเลย มีหลักฐานมาอ้างอิง ก็คือ ครั้งนึง แม่ส่งพัสดุมาให้ที่หอ โดยทั่วไปแล้วตามหอพักจะมีกระดานใต้หอเอาไว้เขียนบอกว่า ใครได้รับพัสดุ ข้อความ EMS ของฝาก อะไรบ้าง ตอนนั้นมีชื่อระบุบนกระดานที่ว่านั้นว่า "น้ำฝน มณีรัตน์" ด้วยความลังเลว่าจะไปเอาของดีรึเปล่า ก็ไม่แน่ใจ เดี๋ยวไปเอาของของคนอื่นมาจะยุ่ง ทบทวนอยู่ตั้งนาน ว่าใครมันจะนามสกุลนี้อีกวะ ตัดสินใจไปติดต่อรับของ แค่เห็นจ่าหน้าก็ร้องอ๋อเลย ลายมือนี้จำได้ดี ของท่านแม่นั่นเอง..ไม่อยากนึกเลยว่า ตัวเองไม่ได้กลับบ้านนานจนแม่จำชื่อไม่ได้ รึแม่ความจำเสื่อมไปแล้ว..อิอิ
 
นึกๆ ก็ใจหายเนาะ อีกไม่กี่เดือนก็จะจบแล้ว ชีวิตการทำงานมันจะเหนื่อยเหมือนเรียนมั้ยเนี่ย รึมันจะเหนื่อยกว่า เอ...น่าจะเหนื่อยน้อยกว่านะ ไม่มีการบ้านด้วย แต่กว่าจะถึงวันนั้นนะ...
 
 
 
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
8月14日

วันแม่..ทำอะไรเพื่อแม่ดี

ผ่านไปแล้ว วันแม่...
 
มีโอกาสกลับบ้านก็ช่วงวันแม่นี้เอง หลังจากกลับครั้งสุดท้ายเมื่อตอนสงกรานต์
 
วันแม่..แต่ไม่รู้จะเอาอะไรให้แม่ ด้วยความที่ลูกเรียนพยาบาล เลยซื้อยา vitamin B1-6-12 ให้ เห็นแม่บ่นชามือบ่อยๆ รวมทั้งเอาหนังสือเกี่ยวกับการดูแลตัวเองของหญิงวัยหมดประจำเดือนให้แม่อ่าน 555 เหมือนแช่งแม่ เพราะแม่ยังไม่ถึงวัยหมดประจำเดือน เอาน่า เดี๋ยวก็ถึงเองแหล่ะ เวลาไม่เคยคอยใคร...กลับบ้าน แต่หอบเอาการบ้านไปทำที่บ้านด้วยให้สมกับคำว่าการบ้านซะเลย หลังจากที่มันเป็นการหอมานาน หนังสืองี้ หนักกว่ากระเป๋าเสื้อผ้าอีกแน่ะ..เมื่อก่อนเชื่อว่ากลับบ้านไปไม่ได้อ่านหรอกหนังสือ ตอนนี้เปลี่ยนความเชื่อใหม่ได้เลย อยู่บ้านทั้งวันนั่งจมอยู่กับการบ้าน อ่านหนังสือเตรียมสอบซ่อมวันที่ 14(วันนี้แหล่ะ) แย่งที่น้องทำการบ้าน ให้น้องมันไปนอนทำอยู่บนเตียง สะใจ.. ก่อนกลับมาเชียงใหม่ น้องมันบอกว่า คงเหงาแย่ เพราะไม่มีใครด่า อ้าว!!  เฮ้อ แต่จริงๆ ตอนนี้ก็คิดถึงมันเหมือนกันแหล่ะ ไอ่น้องน่ะ...คิดถึงบ้านด้วย.. กลับจากบ้านคราวนี้หอบของพะรุงพะรังกลับมาที่หอ นึกสงสัยตัวเองอยู่ว่าหอบมาได้ไง ยังกะพจมานย้ายเข้ามาอยู่บ้านทรายทองยังไงยังงั้น
 
ช่วงนี้ชอบเพลงอยู่เพลงนึง เอาให้แม่เลยละกัน 
http://bignose.exteen.com/20070702/entry-1
 
เมื่อกี้ขึ้นวอร์ดไปอบไฟแผลผีเย็บให้มารดาหลังคลอดมา ตื่นเต้นๆ เพราะกลุ่มของเราที่ขึ้นไม่มีเวรบ่ายให้ขึ้นฝึก เพราะติดวันหยุดเยอะ เลยต้องไปเก็บเคสหาประสบการณ์กันเอง ฉะนั้นจึงชวนเพื่อนไปกัน 4-5 คน แต่ไปจริงๆ 2 คน ง่ะ!!
 
ไม่เป็นไร เราตั้งใจไปกันจริงๆ ตอนแรกตื่นเต้นจริงๆ เค้ามีอบไฟตอนทุ่มครึ่ง ไอ่เราก๊ะเพื่อนก็ไฟแรง ไปกันตั้งแต่ 6โมงครึ่ง(แต่ก็ต้องไปรอให้ญาติเค้ากลับอีก เลยไม่มีอะไรทำระหว่างนั้น) อบไฟเค้าทำกันยังไงน้า เริ่มจินตนาการ มันต้องมีเครื่องอลังการ ฮายโซ ฮายเทคโนโลยีแน่นแน่ ระหว่างรอก็ศึกษาคู่มือการอบแผลไป ถามพี่ helper (พนักงานผู้ช่วยพยาบาล)ไป ระดับความฮายโซเริ่มลดลง ที่จริงไอ่เครื่องที่ว่ามันก็ไม่ต่างกับโป๊ะไฟธรรมดาๆ เท่าไหร่ เพียงแต่มันเป็นหลอดอินฟราเรด 250 วัตต์เอาไว้ส่องให้แผลหายเร็ว กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดบวม ลดปวดได้ด้วย สรรพคุณเหลือล้น แต่คงร้อนน่าดูแหล่ะ มีเพื่อนที่ขึ้นมารับเคสอยู่วอร์ดข้างๆ มาดูด้วย อวดฉลาดด้วยนะ พอเค้าทำเสร็จเพื่อนมันก็เกิดอาการอยากอวดขึ้นมา บอกคำแนะนำมารดาหลังคลอดไปว่า"ทำซัก 10-15 นาทีนะคะ".. "จะบ้าเหรอ นานขนาดนั้นเดี๋ยวปิ๊บก็ไหม้หรอก อบแค่ 3-5 นาทีพอ"... นานกว่านี้มันร้อนค่ะ เพราะแค่ขนาดดวงไฟก็น่ากลัวละ ยังต้องสอดเข้าใต้ผ้าห่มอีก ร้อนแทน เพื่อนมันแก้ตัวว่า "อ๊ะ!เมื่อกี๊เค้าพูดอะไรออกไปเหรอ 10-15 นาทีใช่มั้ย อืมๆ เค้าพูดผิด ลืมไป" ง่ะ ไปน้ำขุ่นๆ เลยนะแก... เสร็จสรรพ ทุ่ม เกือบ 2 ทุ่ม ได้ทำ 2 คน เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะสูงมากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสียบปลั๊ก กดสวิชต์(เขียนไงหว่า) ชันขาขึ้นองศาต้องเป๊ะ และอะไรต่อมิอะไรอีกตั้งมากมาย ไม่มีความรู้ทำไม่ได้จริงๆ นะเอ๊า (555 ประชด!)
 
เฮ้อ ในที่สุดก็หมดไปอีกวัน แต่ละวันนี่นับถอยหลังลงวอร์ดนะเนี่ย เป็นวอร์ดสบายๆ แต่น่าเบื่อจริงๆ ร่อนเร่พเนจรไปตั้งหลายที่ที่เกี่ยวกับการดูแลหญิงหลังคลอด คราวก่อนก็ไปโรงบาลแม่และเด็ก ดันไปชนกันเด็กวิท'ลัยพยาบาล ปี 3 เป็นช่วงที่เคสเขียม ไม่ค่อยมีเคส เลยถูกไล่ให้ไปหาเคสแถวห้องพิเศษ ฮ่วย พอจะนึกออกใช่มั้ย ห้องพิเศษ เงียบๆ เค้าจะยินยอมให้เราดูแลรึเปล่าก็ไม่รู้ ไอ่เรื่องความรู้ที่จะไปให้คำแนะนำเค้าก็หยุมหยิมๆ อาจารย์ก็มาไซโคอีกว่า เค้าจะจบอะไรมาก็ไม่รู้ เผลอๆ เค้ามีความรู้มากกว่าเราอีก ทำอะไรไปอายน้องวิลัยพยาบาลเค้าเปล่าๆ ฮึ่ม!!อาจารย์นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังไม่ให้กำลังใจกันอีก.. ตอนนั้นมั่นใจไร้สติอย่างเดียว แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี วันนั้น จากนั้นก็ออนทัวร์ตลอด ไอซียู  ห้องผ่าตัด ห้องพักฟื้น คลินิกนมแม่ ห้องอัลตร้าซาวน์ บลา บลา บลา...
 
หลายๆ คนคงสอบมิดเทอมไปกันแล้ว ส่วนอีชั้น กำลังจะเริ่มต้นในการสอบไฟนอลภายในเดือนนี้แล้ว เร็วเนอะ... เดี๋ยวก็ปิดเทอมอีกละ ...
8月5日

holiday...

 โหยหามานนาน ไอ้คำว่าวันหยุด แล้วได้พักผ่อนกันจริงๆ เนื่ย
 
เฮ้อ แม้ว่าจะเป็นแค่วันอาทิตย์วันเดียว ในรอบหลายเดือนที่รู้สึกว่าได้พักันจริงๆ แต่ก็รู้สึกดีมากกเลยล่ะ ทั้งวันเอาแต่นั่งๆ นอนๆ เล่นที่ห้อง ทั้งที่รู้ว่าชะตากรรมในการสอบวันอังคารนี้จะเป็นยังไง แต่ช่างเหอะ ไว้คืนวันจันทร์ค่อยอ่านรอบนึงก็พอ (ประจำแหล่ะ คืนเดียวก่อนสอบอ่ะ) ประจวบกับเป็นช่วงที่เปลี่ยนวอร์ด แล้วสะสางงานวอร์ดเดิมเสร็จทั้งหมด ไม่มีอะไรค้างคา จะมีก็แต่การบ้านวอร์ดใหม่เล็กๆ น้อยๆ แหล่ะ ที่ทำเสร็จไปเมื่อวาน มันก็ไม่ยากอะไรนักหรอกก็แค่เขียนๆ ลอกๆ ของรุ่นพี่ไปเท่านั้นเอง
 
แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดน่ะสิ งานก็เป็นงานกลุ่ม เขียนก็ต้องให้คนอื่นๆ เขาอ่านออกกันด้วย
 
เพื่อนแจกกระดาษฟุลสแก็ปมาให้ 7 คู่ พร้อมกับงานเก่าของพี่ที่ซีร็อกซ์มาให้เท่ากับจำนวนกระดาษ งานเขียนทั้งหมดจะต้องปรากฏอยู่ใน 7 แผ่นนี้ ห้ามขาด ห้ามเกิน(เพราะลอกของพี่ ก็ต้องทำให้เท่ากับของพี่) เหอๆ เรื่องนี้ไม่ยากเกินความสามารถของอีชั้นหรอก เพื่อนมันกำชับมาว่า "เขียนให้มันอ่านออกนะ แม่นาง!" ฮ่วย ลำบากกูอีก
 
เมื่อวานก็เลยบรรจงเขียนทั้งวัน เสร็จแผ่นแรก ดีใจโคตร วิ่งเอาไปให้เมทดู... เมทมันก็ให้กำลังใจแท้"ฮู้ววว! สุดยอดเลย หว่อง เก่งจังเลยยย" พร้อมเสียงปรบมือ แปะๆ...แหม มันประชด เอาวะ ยังไงก็มีกำลังใจดีๆ จากเมท 2 คนล่ะ
 
1 แผ่น ...
 
2 แผ่น ...
 
3 แผ่น ...
 
เริ่มเข้าแผ่นที่ 4 หัวตัวอักษรเริ่มหาย เริ่มขี้เกียจยกปลายปากกา หางเริ่มตวัดเว้ย -_-!!  เฮ่ยๆ รีบเรียกสติกลับคืน ด่วน
 
ไม่ไหวๆ ขอพักก่อน ไอ้คำว่าพักนี่น่ากลัวนัก มันเล่นผลาญเวลาไปโดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีก็ล่วงมาแล้วเกือบ 10 ชั่วโมง ชิวจริงๆ
 
ยังไงก็แล้วแต่ เมื่อคืนภารกิจก็เป็นอันสำเร็จเมื่อเวลา ตี 1 กว่าๆ ค่อนไปทางตี 2  คุณมิยาซาว่าคงภูมิใจเอากล้วยให้มาเป็นเครือ 555...
 
วันนี้ตื่นมางัวเงียๆ เอางานไปให้เพื่อน ชมกันใหญ่ "ไม่น่าเชื่อ แม่นาง...ทำได้ไงเนี่ย " จริงใจกว่าเมทอีชั้นซะอีก.. ทำตัวไม่ถูก นอกจากยืดอกรับในสภาพของคนพึ่งตื่นนอน..
 
และแล้ววันนี้ก็กลายเป็นวันที่ใครหลายๆ คนแอบอิจฉาในใจเล็กๆ แต่พรึ่งนี้สิ มันคงกลับกลายเป็นว่า ฉันต้องอิจฉาใครหลายๆ คนไปเลย
7月28日

pass the ward forward

ชีวิตนึกศึกษาพยาบาล คงหนีไม่พ้นกับคำถาม 2 คำถามนี้
 
1. ได้ฉีดยารึยัง
2. ได้ทำคลอดรึยัง
 
นับจากนี้ ฉันตอบได้อย่างเต็มปากแล้วว่า เคยมาแล้วววว
ไอ้เรื่องฉีดยงฉีดยากลายเป็นเรื่องหมูๆ ไปเลย
 
วันนี้ วันสุดท้ายของการขึ้นฝึกหน่วยคลอด ในระยะเวลาทั้งสิ้น 4 สัปดาห์
ทุบสถิติ ทำคลอดทั้งหมด 6 รายมากที่สุดไนกลุ่ม 555
 
เบื้องหลังอันน่าเศร้า
2 อาทิตย์แรก ไม่ได้เคสคลอดเลยซักกะเคส
อาทิตย์ที่ 3 ได้เพิ่มมา 1 เคส
เล่นเอาอาทิตย์สุดท้าย สมองบวมเลยทีเดียว
 
เคยที่แบบว่า 1 วันได้ทำคลอด 3 เคสรวด ตั้งแต่ บ่ายโมงครึ่ง - บ่าย 3 ครึ่ง ลมแทบจับ
 
แต่รู้สึกภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ชีวิตน้อยๆได้ถือกำเนิดเพิ่มขึ้นมาอีกตั้ง 6 ชีวิตแน่ะ
7月8日

รับน้องขึ้นดอย

ปับๆ ๆ
 
เสียงฝีเท้าย่ำลงเต็มๆ เท้า ขณะจ้ำอ้าวลงจากดอยสุเทพ วันที่ 7 เดือน 7 ปี 07 เวลาประมาณ 7 pm.
ในใจนึก เมื่อไหร่มันจะถึงข้างล่างซะทีว้า...
 
และแล้ว ตอนนี้ แม้ว่ามันจะผ่านมาร่วมๆ หนึ่งวันเต็มๆ แต่ความรู้สึกมันยังไม่หายไปไหน มันยังฝังเข้าถึงกระดูกกระเดี้ยวเลยจริงๆ
 
ความรู้สึกตอนนี้ เพื่อนๆ ปี 4 ที่ร่วมเดินลงดอยด้วยกันคงบรรยายเป็นสีหน้า และท่าทางการเดินได้เป็นอย่างดีว่า ตอนนี้ปวดขามากกกกกกก ปวดก้นด้วย T_T แต่
ด้วยสปิริตวันนี้ตื่นมาตั้งแต่เช้าไปทำงานเอาตังค์กับอาจารย์ชุมชนครึ่งวัน ได้มาตั้ง 200 แน่ะ แต่ว่าอาจารย์พาหนูเดินเล่นซะรอบสวนแก้วมังกรเลยนี่สิ อูยยยย
 
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นวันนัดกับหมอที่หมอได้นัดไว้เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนเรื่องใจสั่นนี่แหล่ะ
 
และแล้วหมอก็ตาสว่างตามมา ว่าหนูไม่ได้เป็นอย่างที่หมอคิดซะหน่อย สุดท้ายเลยให้ไปเจาะเลือดดู ผลจะออกอาทิตย์หน้า เป็นยังไงต้องคอยดู
 
ว่าแต่ ไอ้ตอนเจาะเลือดนี่ มันช่างเจ็บปวดรวดร้าวเสียยิ่งกระไร เลือดแค่ 3 ซีซี แต่เล่นเอาแขนทั้งข้างชา ขยับแทบไม่ได้ ทำไมมือหนักอย่างนี้เนี่ย
 
คิดถึงตัวเองตอนไปเจาะคนอื่นคงเป็นอย่างนี้แหล่ะ งั้น คราวหน้าถ้าจะไปเจาะให้ใคร ชั้นจะคิดถึงตัวเองละกันนะ
6月26日

Arrhythmia

เออ...วันนี้พึ่งหูตาสว่าง
 
หลังจากที่เมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อนตัวเองเกิดภาวะ arrhythmia ใจเต้นผิดจังหวะ รู้สึกใจสั่นๆ เรื่อยมาจนบัดนี้
และแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาไปหาหมอที่เวชศาสตร์ครอบครัว ข้างๆ กับวอร์ดจิตเวช สวนดอก
อาการสำคัญที่นำมาก็คือ "อาการใจสั่น" นี่คือสิ่งที่ต้องกรอกลงไปใน OPD card
 
นั่งรอคิวไปมา จนกระทั่งหมอเรียก ถามนู่นถามนี่ โดยที่ไม่ได้ฟังเสียงหัวใจหนูเลยนะ .\ /.
ผ่านไปซัก 15 นาที เลยบอกหมอไปเลยว่า รู้สึกหัวใจหยุดเต้น 1-2 วินาที แค่นี้แหล่ะ หยิบ strethoscope มาฟังเลย บอกว่าเราคิดไปเองอีกแน่ะ เอ๊ะ!!
สุดท้ายให้ยามา บอกว่าจะให้ไปโดสต่ำๆ กินแล้วจะง่วงนิดนึง จะช่วยให้อาการใจสั่นลดลง แต่อย่ากินกาแฟ เดี๋ยวมันจะใจสั่นขึ้น....เอาวะ ลองดู!! แล้วนัดมาอีก 2 อาทิตย์
 
หลังจากโบกมือลาหมอแล้ว เดินไปรับยาในโรงบาลอีก ... แดดโคตรร้อน งี้ถ้าเป็นลมไปนี่คงลำบากแย่
ไปรับยา ไอ้ตรงฉลากยามีเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินเพิ่มมาจากข้อความที่พิมพ์ชื่อยา ชื่อผู้ป่วย และขนาดยาที่กิน ว่า "คลายเครียด"
ตอนแรก เอะใจนิดนึง เพราะคุยกับหมอแล้วว่าไม่ได้เครียด (เทียบกับเมื่อตอนปี 3 เครียดกว่านี้เยอะ)
 
กลับมาที่หอเปิดตำรายาดู ..Siamprasol เป็นชื่อทางการค้า ชื่ออีกชื่อนึงว่า Alprasolam เห็นแวบแรกตะหงิดในใจมาละ มันเหมือนที่เคยไปฝึกงานที่สวนปรุงเลย
 
ลองอ่านรายละเอียดอีกนิด ใช่เลย!มันเป็นยา  Antianxiety ยาลดความวิตกกังวล ผลข้างเคียงของมันนี่น่ากลัว แต่ดีขึ้นมาหน่อยตรงที่ได้มาโดสต่ำๆ มีตั้งแต่ง่วง(อันนี้ก็น่ากลัวละ) ซึมเศร้า ไปจนถึงอาการชัก แล้วยิ่งมีผลต่อตับ กับไอ้เราที่เคยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเอนะ หุหุ กลายเป็นว่าเรากังวลกับยาไปซะแล้ว
เย็นวันนั้นก็ชิมๆ ไปเม็ดนึง เออว่ะ ง่วงได้ใจมาก หลังอาหารเช้าเย็น ยิ่งหลังอาหารเช้า ก่อนไปเรียน ไม่ได้กินกาแฟนะ แม่เจ้าเอ๊ย!! ตอนเย็นงี้ทำการบ้านไม่ได้ ผลัดส่งงานอาจารย์เป็นว่าเล่น จะเครียดเพราะไอ้ยานี่แหล่ะ ไอ้ใจสั่นมันก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่นะ เพียงแต่รู้สึกใจมันเต้นเบาลงเท่านั้นเองอ่ะ
 
จากนั้นก็ซึมๆ ง่วงๆ มาหลายวัน จนวันนี้ อาจารย์ถามเพื่อนว่าเราเป็นอะไร เพื่อนมันก็ดี๊ดี..บอกไปว่าเราเป็นอย่างงี้ๆ..ฉอดๆๆ
และแล้วอาจารย์ก็ฝากเพื่อนมาบอกว่า หยุดยาเหอะ ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เครียดจริงๆ แล้วค่อยหาเวลาไปตรวจหัวใจดีๆ อีกนิด
เออว่ะ ที่จริงเราก็คิดเองเป็นนะ แต่ไม่กล้า เกรงว่าฤทธิ์ยามันยังไม่ทันออกฤทธิ์กับหัวใจมั้ง
 
แต่ตอนนี้เมื่อได้คำแนะนำนี่แล้ว รู้สึกตัวเอง กล้าที่จะหยุดยาละ เหอๆ
 
5月8日

พยาบาลจงเจริญ...

จากไปนานแสนนาน เหตุผลหนึ่งอย่างที่หลายๆ คนพูด...เข้าสเปซเหมือนโดนไวรัสเข้าคอม 555... ไม่รู้ว่าตอนนี้เข้ากันได้มั้ย...
 
ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา มีแต่คนกลับบ้าน แต่ฉันคนนี้ดันกลับมาขึ้นวอร์ด ทั้งๆ ที่ไม่ต้องขึ้นก็ได้ ไอ่วอร์ดน่ะ...เหตุผล...
1. อยู่บ้านเบื่อๆ จริงๆ นะ วันๆ เอาแต่ช่วยน้องรุมทะเลาะกับเด็ก 9 ขวบ (ภูมิใจเหลือเกินที่เอาชนะมาได้)
2. อยากสัมผัสความตื่นเต้นบนหอผู้ป่วย 555..ไม่ได้ตื่นเต้นเพราะคนไข้หรอก เพียงแต่พี่บนวอร์ดที่เลือกไปอยู่น่ะ ดุขึ้นชื่อเลยเชียว ขนาดที่ว่าไม่กล้านั่ง...ยืนตลอด นั่งเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงต้องมานั่งทำเรื่องเอกสารกับพี่คนนั้น ซึ่งต้องทำเสมือนว่าเคยทำมาแล้ว แล้วต้องทำให้ถูกใจพี่ด้วย T_T ( ชั้นเคยทำซะที่ไหนเล่า) แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้อยู่กับพี่เค้าหรอก เป็นความโชคดี ที่มีน้องปี 2 มาขึ้นด้วย ท่านหัวหน้าวอร์ด เลยจัดอีฉันไปอยู่ห้องหนัก น้องๆ ไอซียู แล้วจัดให้น้องๆ ไปอยู่กับเจ๊ซะเลย จะได้เก่งๆ (ที่จริงเจ๊เค้าสอนดีนะ แต่กว่าจะสอน เค้าต้องดุ แอนด์ ด่าไปก่อนซะดังลั่นวอร์ดเลย 555) นอกเสียจากว่า วันไหนที่น้องไม่มีที่พึ่งจริงๆ น้องก็จะมาเรียก "เพ่ๆ ไปช่วยหนูหน่อยดิ หนูกัววว" และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่เป็นที่พึ่งของน้องๆ ยามตกทุกข์ได้ยากได้ ไม่คิดว่าจะต้องไปตกระกำลำบากร่วมกับน้องเค้าเล้ยยย.. แต่ถ้าวันไหนเจ๊อารมณ์ดีก็มีความสุข เพราะทำอะไรเป็นถูกอกถูกใจแกไปหมด คำชมนี่ไปถึงหูของท่านหัวหน้าวอร์ด จนต้องได้คำชมต่อที่ 2 จากท่านหัวหน้าไปอีกยก...555 ภูมิใจๆ ที่จริงอยู่วอร์ดนี้แค่ 6วันเอง แล้วก็เจอพี่เค้าแค่ 2 วัน แต่ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ตั้ง 2 เดือน..หุหุ
 
แต่...ในสนามรบย่อมมีดอกไม้ไว้เชยชมบ้างสิ...เนื่องจากวอร์ดข้างๆ มี นศพ.ปี4 คนนึงน่ารักมาก แอบชื่นชมมาตั้งแต่ปี 1 เนื่องจากเราทั้งคู่เคยตบกันมาก่อนบนโต๊ะปิงปอง...555 อย่าพึ่งคิดเป็นอื่นเสียล่ะ คือเราทั้งคู่ต่างก็เห็นความน่ารักของกันและกันระหว่างที่หวดลูกปิงปองใส่กันตอนนั้น (อี๊..) แล้วฉันก็เป็นฝ่ายแพ้ให้เธอเก็บแชมป์ไปอย่างหน้าตาสวย... เข้าเรื่องเลยดีกว่า เพื่อน นศพ. คนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ไม่ว่าจะเจอที่ไหนเราก็มักจะทักกันอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่เธอมักจะเข้ามาทักก่อนด้วยซ้ำ...ด้วยคำพูดที่ว่า.."อ้าว!!" หึหึ รู้หรอกน่าว่าจำชื่อกันไม่ได้...(แต่ฉันจำเธอได้ทั้งชื่อเล่น ชื่อจริง นามสกุล รหัส นศ.ฯลฯ นะ อ้าว!!)  ดีนะที่ไม่ได้อยู่วอร์ดด้วยกัน ไม่งั้นไม่มีสมาธิทำงานแน่ๆ อีกอย่างมีหวังโดนเจ๊หวดด้วยชาร์ทเหล็ก
 
แต่ที่สุดประทับใจของการขึ้นวอร์ดครั้งนี้ก็คือ เวรสุดท้าย บนวอร์ดที่คุ้นเคย...โสตฯ2 (โสต ศอ นาสิก ลาริงซ์) เนื่องจากว่าเวรบ่ายวันนั้น มีพี่พยาบาลขึ้นอยู่เพียงคนเดียว แล้วก็ขึ้นมาตั้งแต่เวรเช้า เลยมอบหน้าที่ทั้งหมดมาอยู่ในความรับผิดชอบของฉัน ยกเว้นการเขียนชาร์ท คีย์คอม และการส่งเวร... หึหึ เหมือนเป็นพยาบาลเต็มตัว ชีวิตของคนไข้ 11 คนอยู่ในกำมืออย่างไม่มีทางเลือก และไม่มีที่ไปอีกตะหาก 555.. แต่ด้วยความที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี งานนี้ไม่มีพลาด หุหุ ..และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ...
 
ปี 4 แล้ว..ความเป็นปีแก่มาสิงสู่อย่างเป็นทางการ...เป็นความภาคภูมิใจที่เรียนมาจนรอดมาถึงป่านนี้ ใครจะว่าเป็นปีแก่ก็ช่างมันปะไร หน้าอ่อนซะอย่าง...555..
 
วันแรกของการสอบไฟนอลภาคเรียนฤดูร้อนของใครหลายๆ คนเป็นวันเดียวกันกับวันแรกของการเปิดเทอมของดิฉัน...ประเดิมวอร์ดแรกที่ต้องขึ้นนับจากนี้ไป 1 เดือน คือ จิตเวช...
 
มาแบบไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว เปิดเทอมวันแรกไม่รู้จุดหมายปลายทางของตัวเองว่าต้องเริ่มจากตรงไหน เพราะเพื่อนๆ ทั้งชั้นปีเค้ารู้กันหมดละว่าต้องไปไหน อาจารย์นัดกันอย่างไร แต่ฉันและบรรดาเพื่อนอีก 15 คนที่ต้องร่วมชะตากรรมด้วยกันก็ไม่รู้ว่าเอาไง เอาเป็นว่า นัดเจอกันใต้หอ...
 
8 โมงตรง กับขบวนนักศึกษากลุ่มนึงที่พากันเดินข้ามถนนหน้าตาเอาเรื่อง มุ่งหน้าไปภาควิชาจิตเวช เพื่อไปหาคำตอบจากอาจารย์ว่า ทำไมไม่มาติดประกาศใต้หอว่ากลุ่มเราจะเอาไง... แต่นั่นเป็นเพียงความคิดเพ้อฝัน...ไปถึงจริงๆ อาจารย์เอาเอกสารให้เป็นปึกๆ พร้อมกับแบ่งเราๆ เป็น 3 กลุ่ม แล้วต้อนเข้าเล้าปิดประตูคุยกัน นี่คือการเรียนการสอนของคณะพยาบาล!!
 
บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือก..แอร์เสียรึเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าวันนี้ทั้งวันอยู่แต่ในห้องเล็กๆ นี่ แล้วก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งกับการแสดงบทบาทสมมติว่าเป็นพยาบาลกับคนไข้จิตเวช เพื่อนชั้น..เล่นซะเนียน
 
ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องเจออะไรบ้าง รู้แต่ว่าต้องไปลุยสวนปรุง..หุหุ กลับไปยังสถานที่อันคุ้นเคย.. บางคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าช่วงชีวิตหนึ่งของการเป็นนักศึกษา ฉันมีโอกาสเข้าไปสัมผัสชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งในสถานที่แห่งนี้ครึ่งค่อนปีเลยทีเดียว สนุกมาก แต่กลับไปคราวนี้ หาได้เอาประสบการณ์ที่เคยอยู่เอาไปใช้ประโยชน์ได้ไม่.. ก็ตอนนั้นหน้าที่ของฉันมีเพียงแค่คุยกับคนป่วย นั่งดูทีวีเป็นเพื่อนเองนี่ หรือบางวันพิเศษหน่อยต้องวิ่งไปจับป้าบางคนที่พยายามเดินออกนอกอาณาบริเวณที่เค้ากำหนดไว้ (รั้วนั่นเอง) และครั้งนี้ ฉันต้องกลับเข้าไปเสมือนผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยบำบัด ทั้งที่เคยเรียนมาตั้งแต่ปี 3 เทอม 1 แล้วนะ ใครที่ไหนจะไปจำได้เล่า...
 
หึหึ..เท่าที่ดู บล๊อคนี้ล้วนแต่เป็นความภาคภูมิใจในวิชาชีพเลยทีเดียว...